|
|
ต้นงอกและเอนไซม์
เอนไซม์ คือตัวเร่งปฏิกิริยาของขบวนการสันดาปในร่างกาย ไม่ว่ามนุษย์ พืชหรือสัตว์ล้วนแล้วแต่จำเป็นต้องใช้เอนไซม์ในการดำรงชีวิต เอนไซม์มีหลากหลายชนิดด้วยกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานของเอนไซม์นั้นๆ ตัวอย่างเช่น · เอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหาร : ยกตัวอย่างเช่น ตับอ่อนจะผลิตของเหลวที่เรียกว่า pancreatin ซึ่งประกอบด้วยเอนไซม์หลายชนิดด้วยกัน ได้แก่ เอนไซม์ amylaseทำหน้าที่ย่อยคาร์โบไฮเดรต เอนไซม์ lipaseย่อยไขมัน เอนไซม์ proteaseย่อยโปรตีน ดังนั้นถ้าตับอ่อนเสื่อมสภาพจะส่งผลต่อการย่อยอาหารทุกกลุ่ม เนื่องจากร่างกายเรามีความสามารถในการผลิตเอนไซม์ได้จำกัด ดังนั้นการกินอาหารที่มีเอนไซม์ปริมาณมาก(เช่น ต้นงอก) จะช่วยในขบวนการสันดาป ตลอดจนการซ่อมแซมส่วนต่างๆของร่างกายให้ทำงานได้ดี อาหารที่ประกอบด้วยเอนไซม์ คือผัก-ผลไม้สด แต่เอนไซม์ในผัก-ผลไม้สดนั้นมีความเข้มข้นน้อยกว่าเอนไซม์ในพวกต้นงอกมาก (ต้นงอกบางชนิดมีเอนไซม์มากกว่าพืชถึง 100เท่า ) ช่วงเวลาที่ต้นงอกมีเอนไซม์และปริมาณสารอาหารสูงที่สุด คือช่วงหลังจากปลูกแล้วประมาณ 2-7 วัน ( ขึ้นอยู่กับชนิดของต้นงอก) ดังนั้นเราจึงควรบริโภคต้นงอกในช่วงเวลาดังกล่าว เอนไซม์มีความสำคัญต่อการทำงานในทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่การย่อยอาหาร ไปจนถึงการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ถ้าปราศจากเอนไซม์แล้ว ร่างกายจะไม่สามารถทำกิจกรรมใดๆได้ ขบในการทำงานภายในเซลล์จะยุติ และเป็นอันตรายจนถึงขั้นถึงแก่ชีวิตได้ การขาดเอนไซม์บางชนิดจะทำให้ขบวนการทำงานของร่างกายช้าลง ทำให้เซลล์เสื่อมสภาพเร็วขึ้น เอนไซม์ในต้นงอกมีหลากหลายชนิดด้วยกัน แต่เอนไซม์ที่ควรให้ความสำคัญในต้นงอก คือ SOD และ โคเอนไซม์Q10 · SOD (superoxidase dimutase) เป็นเอนไซม์ทีทำหน้าที่ดักจับและทำลายแบคทีเรีย จุลชีพ และของเสียจากเซลล์ ซึ่งถือว่าเป็นเอนไซม์สำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน · โคเอนไซม์Q10 เป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระ คอยให้พลังงานแก่เซลล์ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของวิตามินอีในการทำลายสารอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ยังเป็นตัวเร่งขบวนการสร้างพลังงานของร่างกายในขบวนการต่างๆ เอนไซม์ชนิดนี้พบในเมล็ดพืชที่ยังไม่ถูกความร้อนเช่น ถั่ว รวมถึงต้นงอก ปริมาณเอนไซม์จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ปริมาณเอนไซม์จะมีมากที่สุดในช่วงวัยรุ่น และเมื่ออายุ 80 ปี เอนไซม์จะลดลงถึง 30 เท่า ดังนั้นการกินอาหารที่มีเอนไซม์ตามธรรมชาติจะช่วยเพิ่มพลังชีวิตให้แก่เรา คนที่เหนื่อยง่ายและป่วยง่าย สาเหตุหลักมาจากการกินอาหารที่ขาดแคลนเอนไซม์ อาหารเหล่านั้นนอกจากจะไม่เพิ่มพลังชีวิตให้เรา ยังอาจถูกเปลี่ยนเป็นสารพิษแทน ที่จริงแล้วเมล็ดพืชทุกชนิดประกอบด้วยเอนไซม์จำนวนมาก แต่ขณะที่เมล็ดนั้นแห้งอยู่เอนไซม์จะไม่ทำงาน เพราะเอนไซม์นั้นจะพักการทำงานชั่วคราวโดยสารยับยั้งที่มีอยู่ในเมล็ดพืช ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมล็ดพืชสามารถอยู่ในดินได้เป็นเวลาหลายปีโดยไม่เน่าเปื่อย แต่สำหรับมนุษย์ ไม่ควรรับประทานเมล็ดพืชดิบๆเพราะเราไม่สามารถกำจัดสารยับยั้งเอนไซม์ในเมล็ดพืชได้ ดังนั้นเมล็ดพืชจึงเป็นอาหารที่ย่อยยากสำหรับมนุษย์ เราจึงต้องใช้การหุงต้มหรือปรุงให้สุกเพื่อช่วยทำให้ย่อยง่ายขึ้น แต่ความร้อนจากการหุงต้มก็ทำลายคุณค่าของเอนไซม์สำคัญที่อยู่ในเมล็ดนั้นๆ ทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้คุณได้รับคุณค่าของเอนไซม์ได้ครบถ้วนและสามารถกำจัดสารยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ได้คือ การปลูกต้นงอก แล้วนำมาบริโภคสด ซึ่งอาจจะเป็นการกินทั้งต้น หรือนำมาคั้นน้ำก็ได้ การปรุงอาหารให้สุกจะทำลายเอนไซม์ที่มีอยู่ในอาหาร นอกจากนี้เอนไซม์ยังอาจถูกทำลายหรือลดปริมาณลงได้ในสภาพต่อไปนี้ o ความเย็น (การแช่เย็น) จะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ถึงแม้ว่าการแช่เย็นจะช่วยให้เก็บอาหารได้นานขึ้น แต่คุณค่าของเอนไซม์ก็จะลดลงด้วย o สารกันบูด (รวมถึงเกลือ) สามารถยืดอายุของอาหารได้โดยสารกันบูดจะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ และทำลายเอนไซม์ด้วย o การตากแห้ง จะทำลายเอนไซม์ o อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป จะสามารถเก็บได้นานขึ้น แต่ในขบวนการผลิตจะใช้ความร้อนจากขบวนการผลิตจะทำลายคุณค่าเอนไซม์ทั้งหมด o คลื่นความร้อนจากไมโครเวฟ สามารถทำลายเอนไซม์ในอาหารได้ เอนไซม์นั้นไวต่อความร้อน และถูกทำลายได้เมื่อความร้อนเกิน 45 องศาเซลเซียส ดังนั้นการหุงต้มที่เราทำกัน(อุณหภูมิจุดเดือดของน้ำที่ 100 องศาเซลเซียส) จึงทำลายคุณค่าของเอนไซม์ที่มีอยู่เกือบทั้งหมด นอกจากนี้หากอาหารที่กินส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ผ่านการปรุงสุกหรืออาหารสำเร็จรูปแล้ว ต่อมที่ทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อย เช่นตับอ่อนจะมีขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อผลิตเอนไซม์ หรือน้ำย่อยมาเพื่อใช้ย่อยอาหารที่ไม่มีเอนไซม์ในตัวมัน ซึ่งอาการอย่างแรกที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาการขาดเอนไซม์ คือ ปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหาร คุณจะพบอาการท้องอืด มีลมในทางเดินอาหาร อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย ลำไส้ทำงานไม่ปกติ นอกจากนี้ภาวะขาดเอนไซม์ยังทำให้เกิดโรคและความผิดปกติอีกกว่า 200 อย่าง อาทิเช่น ข้ออักเสบ ผิวหนังอักเสบ ข้อต่อล็อค ขาดพลังงาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต มะเร็ง รอยเหี่ยวย่นที่ผิวหนังก่อนวัย อวัยวะต่างๆทำงานได้จำกัด เราควรกินอาหารสดที่ยังไม่ผ่านการปรุงสุกที่หลากหลาย เพื่อให้ร่างกายได้รับเอนไซม์และทำให้ร่างกายมีสภาพเป็นด่าง ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถหยุดยั้งอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปได้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะกินอะไร ซึ่งการบริโภคอาหารพวกต้นงอกเป็นประจำจะช่วยให้คุณได้รับเอนไซม์และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณมากเลยทีเดียว
เหตุผลอีกประการหนึ่ง ที่ต้นงอกเป็นอาหารอันทรงคุณค่า เพราะต้นงอกเป็นอาหารที่ย่อยง่ายและให้พลังงานสูง เมล็ดพืชที่คุณสามารถนำมาเพาะเป็นต้นงอกได้มีหลายชนิด เช่น · ตระกูลถั่ว เป็นพืชที่อุดมไปด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต แต่เมื่ออยู่ในรูปของต้นงอก กลับเป็นอาหารที่ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะเป็นกรดในร่างกาย · ทานตะวัน ประกอบด้วยวิตามินบีและดีสูง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นหลายชนิด · งา เป็นแหล่งของแคลเซียม ธาตุเหล็ก ไนอะซิน โปรตีนและฟอสฟอรัส (ฟอสฟอรัสจะช่วยให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ตื่นตัวและมีสมาธิ และยังเป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟันอีกด้วย ดังนั้นจึงเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับทารกและเด็ก) · อัลฟาฟ่า เป็นเมล็ดพืชที่นิยมนำมาเพาะเป็นต้นงอก เนื่องจากมีคลอโรฟิลล์จำนวนมาก วิตามินเอ วิตามินบีคอมเพลกซ์ ซี ดี อี จี เค นอกจากนี้ยังประกอบด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัสและซัลเฟอร์ปริมาณมาก) · ธัญพืช : ต้นงอกของต้นกล้าข้าวสาลีเป็นธัญพืชอัศจรรย์ อุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด ได้แก่ วิตามินซี อี บีคอมเพลกซ์ แมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โพทัสเซียม โปรตีน เอนไซม์ และคลอโรฟิลล์ แต่เมื่อเรานำต้นข้าวสาลีไปปรุงให้สุก กลับเป็นสาเหตุของภาวะภูมิแพ้ ภาวะท้องผูก ในขณะที่ต้นกล้าข้าวสาลีนั้นประกอบด้วยแป้งจำนวนมากซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวซึ่งสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ต้นงอกจัดเป็นพืชมหัศจรรย์ เนื่องมีปริมาณวิตามินและสารอาหารสูงกว่าพืชชนิดเดียวกันที่โตเต็มที่แล้ว พบว่าในต้นงอกบางชนิดมีวิตามินเพิ่มขึ้นถึง 500% ยกตัวอย่างเช่น ต้นกล้าข้าวสาลีมีวิตามินบี12 เพิ่มขึ้น 4 เท่า วิตามินบีอื่นๆเพิ่มขึ้น 3-12 เท่า วิตามินอี เพิ่มขึ้น 3 เท่า หรือในต้นถั่วงอกมีวิตามินเอมากกว่าเมล็ดถั่วแห้ง 2.5 เท่า หรือ ในเมล็ดถั่วซึ่งแหล่งที่อุดมไปด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน แต่ปราศจากวิตามินซี เมื่อครั้งที่เรานำมาเพาะเป็นต้นงอก พบว่ามีปริมาณวิตามินซีในต้นงอก 3.5 ออนซ์มีมากถึง 20 มิลลิกรัม ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเลยทีเดียว
สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องเพาะต้นงอก สามารถชมได้ที่http://www.tribestthailand.com/Freshlife_Automatic_Sprouter.asp เรียบเรียง โดย บริษัท กู๊ดเฮลท์ ประเทศไทย จำกัด ( 13 / 3 / 2550 )
|
|
|
|