|
|
|
หอบหืด
โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจที่เป็นกันมาก นอกจากภูมิแพ้แล้ว หอบหืดก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน สามารถเกิดกับทุกเพศ ทุกวัย และเกิดขึ้นได้บ่อยเมื่อคุณมีความเครียด หรือเป็นผลจากโรคบางอย่าง เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดบวม อาการของโรคหอบหืด · หายใจเข้า- ออกลำบาก · หายใจมีเสียงวี้ด วี้ด · ไอ · จุก แน่นหน้าอก · หัวใจเต้นเร็วขึ้น · กล้ามเนื้อบริเวณหลอดลมหดเกร็งตัว · เยื่อบุทางเดินหายใจบวม อักเสบ · มีการผลิตสารคัดหลั่งบริเวณทางเดินหายใจมากกว่าปกติ · อาจนอนหลับได้ไม่สนิท เนื่องจากไอและรู้สึกหายใจไม่สะดวก ทั้งนี้ในแต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกันออกไป หรือแม้แต่การเป็นในแต่ละครั้งก็อาจมีอาการไม่เหมือนกัน สาเหตุหรือสิ่งกระตุ้น สำหรับสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดภาวะภูมิแพ้ นั้นในแต่ละบุคคลจะต่างกัน แต่โดยสรุปแล้วสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดภาวะภูมิแพ้ที่พบได้บ่อย คือ · ภาวะภูมิแพ้ (อากาศ อาหาร) · อากาศเย็น · มลพิษ · เชื้อโรค ( หวัด ไข้หวัด รวมถึงโรคติดเชื้อในทางเดินหายใจอื่นๆ ) · ภาวะร่างกายอ่อนล้า · ระบบย่อยอาหารทำงานบกพร่อง · ฮอร์โมนทำงานไม่สมดุล · ความเครียด กลไกการเกิดภาวะหอบหืด จากการศึกษาเพิ่มเติม พบว่าภาวะหอบหืด เป็นภาวะที่มีการหายใจที่รุนแรง รวดเร็ว หรือมีการหายใจผ่านทางปากโดยไม่รู้ตัว โดยที่ไม่จำเป็นต้องหายใจในลักษณะนั้น ทั้งนี้เป็นผลเนื่องจาก การอักเสบ การระคายเคือง การหดเกร็งตัวของทางเดินหายใจ ทำให้อัตราการหายใจเพิ่มมากขึ้นถึง 12-14 ลิตรในเวลา 1 นาที ในภาวะปกติ ( ในขณะที่คนปกติจะหายใจเพียง 4-6 ลิตร ในเวลา 1 นาที) ภาวะดังกล่าวทำให้ร่างกายสูญเสียคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป ส่งผลทำให้สมดุลของก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมีผลต่อภาวะกรด-ด่างในกระแสเลือด ถ้าร่างกายมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมากเช่น ในกรณีที่เรากลั้นหายใจนานๆ คุณจะรู้สึกหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ในขณะที่ถ้าร่างกายมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์น้อยเกินไป (เช่น ในกรณีที่เราหายใจมากกว่าปกติ นั่นหมายถึงว่าร่างกายกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการหายใจออก มากกว่าปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ร่างกายสร้างขึ้น) ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำออกซิเจนไปใช้งานได้ตามปกติ ร่างกายจึงพยายามป้องกันการสูญเสียคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการหลั่งสารเมือกเพื่อปิดทางเดินหายใจให้แคบลง ทำให้คุณหายใจลำบากขึ้น หรือที่เราเรียกกันว่า หอบหืด การรักษาภาวะหอบหืดการรักษาทางธรรมชาติ จะใช้อาหารที่ช่วยลดการอักเสบและการอุดตันบริเวณทางเดินหายใจ ซึ่งได้แก่ พวกผัก-ผลไม้สด เมล็ดธัญญพืช ปลา สารแคโรทีนอยด์ ซึ่งพบในผักและผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้ม เช่น แครอท มะละกอ ฟักทอง และในผักที่มีใบสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า สามารถต้านการอักเสบได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดอันตราย หรือความเสื่อมของเซลล์ซึ่งเกิดก่อนกำหนดได้อีกด้วย กระเทียมและหัวหอม มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ซึ่งหัวหอมและกระเทียมจะทำงานได้ดีขึ้นเมื่อรับประทานร่วมกับผักต่างๆ เมล็ดปอบด เป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมก้า-3 ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ดี นอกจากเมล็ดปอแล้ว โอมาก้า-3 ยังพบได้ในปลาทูน่า ปลาแมคคอเรล ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาเทราซ์ ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีนและน้ำมันปลาที่ผลิตจากปลาเหล่านี้ การดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 1 แก้ว ทุกๆ 2 ชั่วโมง จะช่วยให้ร่างกายขับของเสียได้เร็วขึ้น นอกจากนี้การดื่มน้ำหลังจากเกิดภาวะหอบหืดยังช่วยละลายเยื่อเมือกที่อุดตันทางเดินหายใจ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารสำเร็จรูป เพราะในอาหารเหล่านี้มักจะใส่สารปรุงแต่งรส วัตถุกันเสีย สีเพื่อให้เก็บได้นานขึ้น และดูน่ารับประทานมากขึ้น ถึงแม้ว่าคุณจะไม่มีอาการท้องเสียเมื่อดื่มนม( หรือที่เรียกว่า อาการแพ้นม)ก็ตาม แต่การดื่มนมจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเมือกออกมาอุดทางเดินหายใจมากขึ้นทำให้ภาวะหอบหืดรุนแรงขึ้น ดังนั้นจึงไม่ควรดื่มนม นอกจากนี้ควรเลี่ยงการรับประทานน้ำตาล อาหารขยะ อาหารทอด อาหารสำเร็จรูป อย่ากินอาหารแช่แข็งหรืออาหารที่เย็นมากๆ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจหดเกร็งตัวมากขึ้น ควรกินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณแค่พอเหมาะ เพราะถ้ารับประทานมากเกินไป จะทำให้เกิดแรงดันที่บริเวณกะบังลม ทำให้หายใจลำบากขึ้น นอกจากการบำบัดด้วยอาหารแล้ว การขจัดสารพิษออกจากร่างกายก็มีส่วนช่วยได้ไม่น้อย ทุกๆ 3 เดือน ควรอดอาหารและดื่มเฉพาะน้ำผัก-ผลไม้ เป็นเวลา 3 วัน เพื่อที่จะกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ( detoxification) ซึ่งรายละเอียดของการอดอาหารสามารถอ่านได้จากบทความเรื่อง อดอาหารเพื่อขจัดสารพิษ และ อดอาหารแบบสดชื่นด้วยน้ำผลไม้ การฝึกหายใจ มีส่วนช่วยได้ไม่น้อย ซึ่งวิธีการฝึกหายใจมีหลายวิธีด้วยกัน คุณสามารถดูได้จากบทความเรื่อง หายใจเพื่อชีวิต การบำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหย ยูคาลิปตัส ลาเวนเดอร์ ทีทรี จะช่วยลดการบวมและช่วยขยายทางเดินหายใจ ถึงแม้ว่าภาวะหอบหืดจะรบกวนคุณภาพชีวิตของคุณ แต่เราสามารถที่จะบรรเทาอาการได้ด้วยวิธีง่ายๆที่คุณสามารถช่วยตนเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา
|
|
|
|