|
|
|
มะเร็งกับอาหารเสริม
ถ้าหากจะพูดไปแล้วการป้องกันมะเร็ง นั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่ทั้งนี้เราต้องมีหลักการหรือวิธีการที่ถูกต้อง คือต้องรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของมะเร็ง เพื่อที่เราจะได้หลีกเลี่ยงสิ่งนั้นได้ หลักการสามข้อ สำหรับการป้องกันมะเร็งคือ 1. หลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง หรือที่เรียกกันว่าสาร carcinogen อาทิเช่น ฮอร์โมนสังเคราะห์ สีเคมีหรือสีสังเคราะห์ที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ สารกันบูด กลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิง ควันบุหรี่ 2. หลีกเลี่ยงอาหาร ที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ เช่น การกินน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไป อาหารที่ผ่านการฟอกขาวหรือการขัดสี สารปรุงแต่งอาหารเช่น ผงชูรส สารแต่งสีและกลิ่น สารกันบูด สารไนเตรต(ผสมในเนื้อสัตว์เพื่อทำให้เนื้อมีสีแดงและเกิดการหมัก เช่น ไส้กรอก แหนม) มาการีนและน้ำมันที่ผ่านการสกัดด้วยความร้อน อาหารที่มีการปนเปื้อนของยาฆ่าแมลง 3. หลีกเลี่ยงภาวะความกดดันทางด้านอารมณ์ เช่น ความเครียด ความเสียใจ ภาวะซึมเศร้า เนื่องจากภาวะพวกนี้ ทำให้ระบบภูมิต้านทานของเราจะทำงานได้ไม่เต็มที่ ในแต่ละวันหน่วยเล็กๆของร่างกาย มีการเสื่อมและตายลงไป ในขณะเดียวกันร่างกายของเราก็มีการสร้างเซลล์ใหม่ๆขึ้นมาทดแทน แต่ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เซลล์นั้นเสื่อมสภาพหรือตายก่อนกำหนด คือ สารอนุมูลอิสระ (free radical) ในที่นี้คือสารที่ควรหลีกเลี่ยงซึ่งได้กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้วในหัวข้อ หลักการสำหรับการป้องกันมะเร็ง แต่ทั้งนี้เราสามารถชะลอความเสื่อมของร่างกายเนื่องจากสารอนุมูลอิสระนี้ โดยใช้สารต้านอนุมูลอิสระ ( antioxidant)
สารต้านอนุมูลอิสระ ปัจจุบันนิยมนำมาทำเป็นอาหารเสริม เพื่อใช้สำหรับเป็นแนวทางในการป้องกันโรคมะเร็งและรักษาผู้ที่เป็นมะเร็ง ได้แก่ · วิตามินเอ เนื่องจากสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์หลายชนิดที่จำเป็นต่อการโตของเซลล์มะเร็ง · แคโรทีน สามารถป้องกันและยับยั้งมะเร็งบริเวณคอ ช่องปาก ปอด ต่อมลูกหมาก และหลอดอาหารได้ · วิตามินซี สามารถทำลายสารอนุมูลอิสระ เพิ่มการสร้างสายใยคอลลาเจนที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย เปลี่ยนกลไกการสร้างรหัสพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของเซลล์ที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งและเซลล์มะเร็ง ป้องการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่มีแนวโน้มจะเป็นมะเร็งมิให้เปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง ปริมาณวิตามินซีที่แนะนำให้ มีตั้งแต่ วันละ 3-40 กรัมโดยแบ่งรับประทานเป็น 3 ครั้ง (หมายเหตุ ปริมาณวิตามินซีที่มากเกินไป จะไม่สามารถดูดซึมผ่านลำไส้ได้ แต่จะทำให้เกิดผลข้างเคียง คือ อาการท้องเสีย แต่มิได้ทำให้เกิดนิ่วที่ไต โลหิตจาง หรืเป็นหมันอย่างที่เข้าใจ) · วิตามินอี ป้องกันอันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระประเภทกรดไขมันไม่อิ่มตัว และกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับทำลายเซลล์ที่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนเป็นมะเร็ง วิตามินอีมีประสิทธิภาพดีในการป้องกันมะเร็งมากกว่าการรักษา นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย แหล่งของวิตามินอีตามธรรมชาติ คือ น้ำมันที่ทำจากเปลือกธัญพืชซึ่งไม่ผ่านการสกัดด้วยความร้อน ถั่วดิบและเนย ปริมาณที่แนะนำสำหรับอาหารเสริม คือวันละ 200-400 IU (ทั้งนี้วิตามินอีจะทำงานได้ดี เมื่อทำงานร่วมกับซีลิเนียม) · ซีลิเนียม จะกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์กลูตาไทโอน เปอร์ออกซิเดส แหล่งของซีลิเนียมที่พบในอาหารคือ ธัญพืช บิวเวอร์ยีสต์ ปลาทูนา เนย ส่วนปริมาณที่แนะนำให้รับประทานเป็นอาหารเสริมคือ วันละ 200-1000 มิลลิกรัม · กลูตาไทโอน จัดเป็นอาหารในกลุ่มโปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนหรือหน่วยเล็กๆ 3 ชนิด จากงานวิจัยพบว่าคนที่ป่วยจะมีระดับกลูตาไทโอนลดลง เนื่องจากเม็ดเลือดขาวและตับ ต้องใช้กลูตาไทโอนในการกำจัดของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย ( ถ้าระดับของกลูตาไทโอนลดลง ร่างกายจะกำจัดสารพิษได้ลดลง จึงพบของเสียสะสมในร่างกายมากขึ้น) กลูตาไทโอนมีหน้าที่สำคัญทั้งในการรักษาและป้องกันมะเร็ง และวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาระดับของกลูตาไทโอนในร่างกายคือ การรับประทานอาหารประเภทโปรตีนที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ เช่น ไข่ ปริมาณกลูตาไทโอนที่แนะนำต่อวันคือ 5-40 กรัม · อัลฟา-ไลโปอิก (ALA) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของวิตามินซี วิตามินอีและกลูตาไทโอนในการกำจัดสารอนุมูลอิสระ และใช้ในขบวนารนำกลูตาไทโอนกลับมาใช้ใหม่ในตับ ปริมาณ ALA ที่แนะนำให้บริโภค คือ วันละ 100-300 มิลลิกรัม · โคเอนไซม์ คิว10 (Co-Q10) เป็นแหล่งกำเนิดของพลังงานในระดับเซลล์ และกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เซลล์ได้รับออกซิเจนมากขึ้น พบว่าโค-คิวเทนปริมาณสูง สามารถใช้รักษามะเร็งที่เต้านมได้ผลดี ที่จริงแล้วร่างกายของเราสามารถผลิตเอนไซม์ชนิดนี้ได้เอง แต่จะผลิตได้น้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น ปริมาณโคเอนไซม์คิวเทน ที่แนะนำต่อวันคือ 300-600 มิลลิกรัม (โค คิวเทนที่ทำเป็นอาหารเสริม มีราคาแพงมาก ซึ่งเราสามารถทดแทนได้จากอาหารประเภทต้นงอก เช่น ถั่วงอก ต้นกล้าข้าวสาลี เป็นต้น) · สังกะสีและทองแดง แร่ธาตุทั้งสองอย่างมีความเกี่ยวข้องกัน ถ้ามีสังกะสีในปริมาณที่สูงมากเกินไป จะทำให้ปริมาณทองแดงต่ำลง จากงานวิจัยพบว่าสังกะสีสามารถลดขนาดของต่อมลูกหมากที่ใหญ่ขึ้นในชายที่มีอายุสูงขึ้นได้ ดังนั้นจึงสามารถใช้ได้ดีกับผู้ที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก · กรดโฟลิก พบว่าสามารถสามารถยับยั้งมะเร็งที่ลำคอและปอดได้ผลดี ปริมาณที่แนะนำให้บริโภคในหนึ่งวันคือ ประมาณ 1-30 มิลลิกรัม
ตารางสรุปปริมาณอาหารเสริมและวิตามินแต่ละชนิดที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน
ปริมาณเพื่อการป้องกัน คือ ปริมาณวิตามินที่แนะนำให้บริโภคต่อวันเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี ปริมาณเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน คือ ปริมาณที่แนะนำให้ใช้เมื่อคุณมีแนวโน้มว่าจะติดเชื้อหรือรู้สึกว่าฟื้นจากโรคที่เป็นอยู่ค่อนข้างช้า คุณสามารถกินอาหารเสริมปริมาณนี้ได้นานติดต่อกันนาน 1- 3 เดือน หลังจากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนมาเหลือเท่ากับปริมาณที่แนะนำเพื่อการป้องกัน ปริมาณสูงมาก จะใช้ชั่วคราวในกรณีที่เป็นโรค หรือติดเชื้อที่ค่อนข้างร้ายแรง แต่สำหรับติดเชื้อหรือภาวะบางอย่างที่เป็นเรื้อรัง เช่น วัณโรค หรือ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจากเชื้อHIV ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
ข้อมูลจาก www.doctoryourself.com www.holisticonline.com
|
|
|
|