|
|
|
เก๊าท์ จริงหรือไม่ที่ว่าโรคเก๊าท์หรืออาการบวมที่ตามเท้า ตามข้อ เกิดจากการกินสัตว์ปีก หรือเครื่องในมากเกินไป และอาการบวมเหล่านี้เป็นแค่เฉพาะบริเวณเท้าเท่านั้นหรือ อันที่จริงแล้วอาการเด่นของเก๊าท์ คือการปวดและบวมบริเวณนิ้วโป้งของเท้า ทำให้เดินไม่สะดวก แต่กลุ่มอาการของโรคเก๊าท์ก็สามารถเป็นได้ที่บริเวณข้อต่ออื่นๆ เช่น ข้อนิ้วมือ ข้อศอก ข้อมือ หัวเข่า หู หรือแม้แต่ข้อต่ออื่นบริเวณขาและเท้า ทั้งนี้กลุ่มอาการของเก๊าท์สามารถเกิดขึ้นได้ทันทีโดยที่ไม่สัญญาณใดๆเตือนก่อนล่วงหน้า กลุ่มอาการของเก๊าท์ได้แก่ · จะมีอาการปวด บวมและกดเจ็บที่ข้อต่อ รวมถึงจะรู้สึกอุ่นๆบริเวณข้อต่อ · ผิวหนังบริเวณข้อต่อจะเปลี่ยนเป็นสีแดง · อาการปวด จะคงอยู่ตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงจนถึง สอง สามวัน แต่อาจพบเป็นได้นานถึงสัปดาห์ · บางคนอาจรู้สึกเหมือนมีไข้ หนาวสั่น หัวใจเต้นเร็ว สาเหตุของเก๊าท์ · การบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง แป้งขัดขาว การดื่มสุรา · การกินยาที่ผลทำให้ระดับกรดยูริกเพิ่มขึ้น เช่น แอสไพริน ยาขับปัสสาวะ · อ้วน · ภาวะขาดน้ำ · โรคไต · การได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อ อันที่จริงแล้วภาวะปวด บวมตามข้อต่อเนื่องจากเก๊าท์เป็นผลจากการสะสมของกรดยูริกบริเวณข้อต่อนั้นๆ กรดยูริกเป็นสารที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารพวกโปรตีน และกว่าครึ่งหนึ่งของกรดยูริกในร่างกายเกิดจากสารพิวรีนซึ่งพบมากในเนื้อสัตว์ เครื่องใน ปลาแอนโชวี่ หอยเป็นต้น และสาเหตุของการสะสมกรดยูริกมีทั้งที่เกิดจากร่างกายสร้างกรดยูริกในปริมาณมากเกินไป และที่มาจากร่างกายไม่สามารถขังกรดยูริกออกได้ทัน (โดยปกติแล้วกรดยูริกจะถูกขับออกทางปัสสาวะ) เช่น การได้รับยาลดความดันบางประเภท ทั้งนี้ยังพบอีกว่าผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลิน (คือร่างกายสามารถผลิตอินซูลินได้ตามปกติ แต่ร่างกายไม่สามารถนำอินซูลินไม่ใช้ได้ )มีแนวโน้มที่จะเป็นเก๊าท์ได้ง่ายกว่าคนปกติ
การบำบัดโรคเก๊าท์ด้วยวิธีธรรมชาติ 1. เรื่องอาหาร · ในขณะที่มีอาการปวด แนะนำให้ทำการอดอาหารเพื่อขจัดสารพิษ โดยให้ดื่มน้ำผัก-ผลไม้คั้นสดติดต่อกัน 3 วัน โดยเฉพาะน้ำเชอรี่ เพราะในเชอรี่จะมีสารช่วยลดความเป็นกรดของยูริก และน้ำคั้นผักสีเขียว เช่น ต้นกล้าข้าวสาลี น้ำสาหร่ายคลอเรลลา สไปรูไลน่า ในขณะที่อดอาหารนั้นควรดื่มน้ำเยอะๆ และอาจดื่มชาสมุนไพรร่วมด้วยก็ได้ การอดอาหารดังกล่าวจะช่วยให้ร่างกายสามารถกำจัดกรดยูริกได้เร็วขึ้น และช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นที่ข้อต่ออีกด้วย ในขั้นนี้แนะนำให้ทำการอดแค่เพียง 3 วันเท่านั้น ไม่ควรทำนานกว่านี้เพราะร่างกายยังไม่พร้อม หลังจากที่ครบ 3 วันแล้ว ให้กินเฉพาะผักและผลไม้สด (ร่วมกับน้ำผัก ผลไม้ ชาสมุนไพร และดื่มน้ำเยอะๆ) อีก 4-5 วัน หรือจนกว่าอาการจะดีขึ้น แล้วจึงเริ่มรับประทานพวกธัญพืชต่างๆ พวกถั่ว ผลิตภัณฑ์จากถั่ว เนื่องจากในอาหารดังกล่าวมีกากใยสูง จะช่วยกำจัดกรดยูริก , พวกเบอร์รี่ (โดยเฉพาะเชอร์รี่) สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ จะช่วยลดความเป็นกรดของยูริก อาจจะกินเล่น หรือนำมาคั้นเป็นน้ำดื่มทุกวันก็ได้ , เมล็ดปอประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็นที่ดีต่อร่างกาย จะช่วยลดการอักเสบ เราสามารถนำมาเติมในสลัด หรือนำมาคั้นรวมกับน้ำผัก-ผลไม้ที่คั้นก็ได้ , ควรดื่มน้ำเยอะๆ อย่างน้อย 1 แก้ว ทุกๆ 2 ชั่วโมง · หลีกเลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูง · หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ไขมันที่ผ่านการเติมไฮโดรเจน เช่น มาการีน · หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารพวกแป้งขัดขาว น้ำตาลขัดขาว · หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด 2. ห้ามนวดหรือกดคลึงบริเวณข้อต่อที่บวมเด็ดขาด แต่สามารถนวดกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองบริเวณอื่นๆได้ เนื่องจากการนวดดังกล่าวจะช่วยให้การสารพิษขับออกจากร่างกายได้ดีขึ้น 3. ในช่วงที่มีอาการปวด ให้เปิดน้ำเย็นผ่านบริเวณข้อต่อที่มีอาการปวดนั้น แล้วจึงตามด้วยการอาบน้ำเย็นทั่วร่างกายอีกครั้ง หากใช้น้ำเย็นแล้วอาการไม่ดีขึ้น ให้ลองใช้น้ำอุ่นแทน เนื่องจากในบางรายจะตองสองต่อน้ำอุ่นได้ดีว่าน้ำเย็น ทั้งนี้ควรทำร่วมกับการประคบเย็นหรือร้อน 4. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน การลดน้ำหนักจะช่วยลดความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นที่ข้อต่อต่างๆได้ 5. การทำสมาธิจะช่วยเบี่ยงเบนจากความเจ็บปวดและความเครียด นอกจากนี้เรายังพบอีกว่าความเครียดเป็นตัวกระตุ้นให้ปวดข้อต่อมากยิ่งขึ้น
|
|
|
|