ที่จริงแล้วไต ถือว่าเป็นหน้าต่างสุขภาพของเรา เพราะไตมีหน้าที่ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ถ้าไตของเราเสื่อม นั่นหมายถึงว่าร่างกายของเราก็จะแย่ไปด้วยเนื่องจากการมีสารพิษจำนวนมากคงยู่ในร่างกาย และร่างกายจะพยายามขับของเสียดังกล่าวออกมาทางผิวหนังแทน ทำให้เกิดเป็นผื่นแดงตามผิวหนัง นอกจากนี้ไตยังมีหน้าที่สำคัญๆอีกหลายอย่าง ได้แก่
๏    รักษาสมดุลของของเหลว อิเล็คโทรไลต์ และภาวะกรด-ด่าง
๏     ขจัดของเสียที่เกิดจากขบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย
๏     ช่วยรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ
๏    สร้างฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
๏     กระตุ้นการทำงานของวิตามินดี ซึ่งควบคุมขบวนการเมตาบอลิซึมของแคลเซียมและกระดูก
            ถ้าเรายืนตรงแล้ววางมือบนสันกระดูกสะโพก โดยวางนิ้วโป้งไว้ที่กระดูกสันหลัง ตำแหน่งของไตคือตำแหน่งที่อยู่เหนือนิ้วโป้ง ซึ่งไตข้างขวาจะอยู่ต่ำกว่าข้างซ้ายเล็กน้อย ดังนั้นอาการปวดหลังส่วนล่างก็อาจมีสาเหตุมาจากไตได้เช่นกัน แม้แต่ภาวะขาดน้ำจากโรค หรือจากการบริโภคน้ำน้อยเกินไปก็เป็นสาเหตุของอาการปวดหลังได้
            เนื่องจากอาการผิดปกติต่างๆจะเกิดขึ้นเมื่อการทำงานของไตสูญเสียไปแล้ว 50 % ดังนั้นเมื่อตรวจพบ จึงมักจะเป็นรุนแรงแล้ว

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อไต ได้แก่
    ๏ ความเครียด ทำให้ไตเสื่อม
    ๏ โรคหัวใจและสมองขาดเลือด ทำให้ไตเสื่อม
    ๏ อาหาร - อาหารที่มีโปรตีนสูง จะก่อให้เกิดภาวะกรดในกระแสเลือดและโรคเก๊าท์ เนื่องจากในขบวน     การเมตาบอลิซึม    ของโปรตีนจะได้ กรดยูริกเป็นของเสีย ซึ่งจะไปสะสมตามข้อต่อและไต
    ๏ การออกกำลังกาย
    ๏ การติดเชื้อ – การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนใหญ่เกิดจากแบคทีเรีย ทั้งที่จากกระแสเลือด น้ำ      เหลืองหรือจากการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะแล้วมาที่ไต ภาวะดังกล่าวจะมีอาการปวด เป็นหนอง ฝี มี       ไข้ และการติดเชื้อเหล่านี้ ส่วนมากมักจะมาจากแบคทีเรียที่ลำไส้ใหญ่ ดังนั้นถ้าลำไส้ใหญ่แข็งแรง ไต        ของเราก็จะแข็งแรงไปด้วย

            การเกิดนิ่วที่ไต  (
kidney stone) เกิดจากการรวมตัวของแคลเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ เช่น กรดยูริก แล้วเกิดเป็นตะกอนที่ท่อไต ซึ่งถ้ามีขนาดเล็ก จะสามารถขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะได้ แต่ถ้าขนาดใหญ่ จะทำให้ปัสสาวะไม่ออกและมีอาการปวดมาก (ปวดมากกว่าการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ) ในจังหวะที่กล้ามเนื้อพยายามบีบตัวที่ท่อไตเพื่อพยายามขับก้อนนิ่วออกมา การเกิดนิ่วที่ไตนั้น สามารถทำให้เกิดการอุดตันขึ้นได้  ทุกบริเวณของทางเดินปัสสาวะ และบริเวณที่มีการอุดตันนั้น แบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้ดี   ดังนั้นบริเวณที่มีการอุดตันจึงง่ายต่อการเกิดการติดเชื้อ
        ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดนิ่วที่ไต ได้แก่
๏   การดื่มน้ำเยอะๆ จะช่วยลดการเกิดการนิ่ว
๏    เครื่องดื่มที่มีกรดฟอสฟอริก (เช่น น้ำอัดลม) เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดนิ่ว
๏   เครื่องดื่มที่มีแคลเซียมซัลเฟตมาก เช่น เบียร์ หรือน้ำกระด้าง
๏    ถ้าเราขาดการออกกำลังกาย มีโอกาสเป็นนิ่วสูงกว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เนื่องจากคนที่ไม่ออก  กำลังกาย แคลเซียมไอออนจะถูกปล่อยออกจากระดูก ทำให้มีแคลเซียมในกระแสเลือดในปริมาณสูง จึงพบมีแคลเซียมในปัสสาวะปริมาณมากเช่นกัน (จากที่กล่าวไปแล้วว่า แคลเซียมเป็นปัจจัยหนึ่งในการเกิดนิ่ว เพราะนิ่วเกิดจาก แคลเซียม รวมตัวกับ กรดยูริก )
๏    การกินอาหารที่มีโปรตีนปริมาณสูง เช่นพวกเนื้อสัตว์ นม จะเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วที่ไต เนื่องจากอาหารเหล่านี้เมื่อเมตาบอลิซึมแล้วจะได้ของเสียคือ กรดยูริก
๏    น้ำตาลและแป้งขัดขาว จะกระตุ้นตับอ่อน ให้ผลิตอินซูลิน ซึ่งจะมีผลทำให้ปริมาณแคลเซียมในปัสสาวะมีมากขึ้น ดังนั้นคนที่บริโภคน้ำตาลและแป้งขัดขาวจะมีความเสี่ยงมากขึ้น
๏    คนที่เป็นโรคกระดูกพรุน มีความเสี่ยงในการเกิดนิ่วมากขึ้นเพราะภาวะดังกล่าว จะมีแคลเซียมในกระแสเลือดและในปัสสาวะมากกว่าคนทั่วไป
 

            การเกิดนิ่วที่ไต อาจไม่มีอาการใดๆถ้าก้อนนิ่วมีขนาดเล็ก สามารถขับออกมาพร้อมปัสสาวะได้ แต่ถ้ามีขนาดใหญ่ จะมีอาการปวดหลังมากและปวดขึ้นมาทันทีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และอาการปวดอาจลามไปถึงบริเวณท้อง บริเวณอวัยวะเพศได้ และอาการที่อาจพบร่วมกันคือ เวียนศีรษะ อาเจียน หนาวสั่น ปวดท้องเวลาที่อยากปัสสาวะ
        เพื่อป้องกันการเกิดนิ่วที่ไต ควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มดังกล่าวข้างต้น และควรออกกำลังกายเป็นประจำ สำหรับในรายที่มีนิ่ว การออกกำลังกายและการกินอาหารนั้นไม่เพียงพอที่จะกำจัดนิ่วได้ คุณจำเป็นต้องทำดีท็อกซ์เพื่อขจัดสารพิษที่ไตด้วย
(kidney detoxification)

Kidney Detoxification
            พืชหลายชนิดสามารถขจัดสารพิษ ละลายนิ่ว ฆ่าเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อ กระตุ้นการเจริญของเซลล์ที่แข็งแรง หนึ่งในพืชที่ดีที่สุดคือ แอปเปิ้ล เราควรบริโภคแอปเปิ้ลทุกวัน เนื่องจากในแอปเปิ้ลนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน แร่ธาตุ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เกลืออินทรีย์ ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยทำความสะอาดร่างกายตามธรรมชาติ ช่วยฆ่าเชื้อโรค กระตุ้นการทำงานของระบบหายใจ ระบบหัวใจ และระบบประสาท สารอาหารที่มีประโยชน์เหล่านี้ จะอยู่ในผิวของแอปเปิ้ล ดังนั้นเราจึงไม่ควรปลอกเปลือกออก
        พืชอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยทำความสะอาดระบบปัสสาวะคือ รากของ
Hydrangea (ไม้ดอกชนิดหนึ่ง มีดอกเป็นสีขาว น้ำเงิน ชมพู) ซึ่งช่วยละลายนิ่วที่ไต ตลอดจนนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ข้อต่อ และบริเวณอื่นๆ
       
Dr. Shook แนะนำให้ใช้น้ำแอปเปิ้ล 1 ควอตซ์ร่วมกับราก Hydrangea 2 ออนซ์ เพื่อละลายนิ่ว   โดยแช่รากHydrangea ในน้ำแอปเปิ้ลเป็นเวลา 12 ชั่วโมง แล้วจึงนำน้ำแอปเปิ้ลพร้อมรากดังกล่าวไปต้ม ค่อยๆเคี่ยวให้เดือด 30 นาที ทิ้งไว้ให้เย็น แยกรากออกมา แล้วเก็บน้ำที่ได้ไว้ในตู้เย็น นำออกมาดื่มวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 1 แก้ว
        ราก
Hydrangea สามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสารละลายที่ใช้ได้สะดวกยิ่งขึ้น เพียงแค่หยดสารละลายของ Hydrangea 20-30 หยดลงในน้ำแอปเปิ้ล 1 แก้ว สามารถดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น
            พืชหลายชนิดสามารถขจัดสารพิษในระบบปัสสาวะ และช่วยละลายนิ่วที่ไต การผสมพืชหลายชนิดเข้าด้วยกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขจัดสารพิษและละลายนิ่วเป็นขนาดเล็กจนสามารถออกมาพร้อมปัสสาวะได้โดยไม่เจ็บปวดแต่อย่างใด ซึ่งพืชดังกล่าวได้แก่
        ๏   น้ำแอปเปิ้ล
        ๏   ราก
Hydrangea (สารละลาย)
        ๏   ราก
Gravel (แคปซูล) - หญ้าชนิดหนึ่ง
        ๏    ผักชีฝรั่ง (แคปซูล)
         ๏   ราก
Marshmallow (แคปซูล)
         ๏   แบเบอร์รี (แคปซูล)
         ๏   กลีเซอลีนจากผัก (สารละลาย)
         ๏   รากขิงหรือพริกไท (แคปซูล)
        ๏   วิตามินบี 6 -100 มิลลิกรัม (เม็ด)
        ๏   แมกนีเซียมออกไซด์ 3000 มิลลิกรัม (แคปซูล)
เพียงแค่น้ำแอปเปิ้ลและราก
Hydrangea ก็สามารถละลายนิ่วที่ไต และช่วยปรับปรุงการทำงานของระบบปัสสาวะได้   

แต่เมื่อรวมกับสารอื่นๆ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดนิ่วและขจัดสารพิษออกจากไตให้ดียิ่งขึ้น
            น้ำแอปเปิ้ล , ราก
Hydrangea และราก Gravel มีฤทธิ์ละลายก้อนนิ่ว ผักชีฝรั่ง มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ (เหมาะสำหรับใช้รักษาการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะและนิ่ว)    ส่วน Marshmallowจะช่วยในขบวนการสมานแผลจึงเหมาะสำหรับใช้รักษาการอักเสบและแผลที่ทางเดินปัสสาวะ     สำหรับแบเบอร์รี นั้นจะช่วยขับปัสสาวะและฆ่าเชื้อในทางเดินปัสสาวะ     กลีเซอลีนจากผักจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น       ส่วนรากขิงหรือพริกไท จะเป็นตัวกระตุ้นให้ส่วนประกอบอื่นๆออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น      สำหรับวิตามินบี 6 และแมกนีเซียมออกไซด์ จะช่วยป้องกันการเกิดนิ่ว
            การรับประทานส่วนผสมดังกล่าว อย่างน้อย 3 สัปดาห์ ก็จะช่วยละลายนิ่วให้หายไปในที่สุด แต่ถ้าคุณมีการติดเชื้อที่ไตหรือปัญหาอื่นๆร่วมด้วยก็ควรรับประทานต่อเป็นเวลา 5 สัปดาห์
            สูตรดังกล่าวสามารถรับประทานซ้ำได้ปีละ 1-2 ครั้ง หรือมากกว่านั้นในกรณีที่มีปัญหาที่ระบบปัสสาวะ ในระหว่างที่ทำการขจัดสารพิษที่ไตด้วยสูตรอาหารดังกล่าว ควรหลีกเลี่ยงเนื้อ นม ชา กาแฟ น้ำอัดลมโดยเฉพาะโคล่า ช็อกโกแลต(ลูกอม เครื่องดื่ม) ผักโขมสด เพราะในอาหารเหล่านี้มีปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดก้อนนิ่วได้

ข้อมูลโดย
: พิมพ์ชนก   ฐานิตสรณ์   บริษัท  กู๊ดเฮลท์ (ประเทศไทย)  จำกัด     ( 7 / 8 /2549 )

 

 

 

 

 

HomeContact UsOur Map : แผนที่บริษัทเสียงตอบรับจากผู้ใช้วิธีปลูกต้นกล้าข้าวสาลีตัวแทนจำหน่าย