ปอดเป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่มีหน้าที่สำคัญในการฟอกสารพิษ ในขณะเดียวกัน
ปอดก็เป็นด่านแรกที่รับสารพิษ ในขณะที่เราหายใจเข้า การหายใจเร็วและไม่ลึก
อย่างที่เราหายใจกันอยู่นี้ ร่างกายเราจะได้รับออกซิเจนในปริมาณน้อย
และไม่สามารถที่จะขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกได้เต็มที่
เพราะฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะที่มีกรดแลกติคเกิน
และในภาวะที่มีออกซิเจนไม่เพียงพอนี้ ร่างกายของเราก็ไม่สามารถทำงาน
หรือแม้แต่ฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งจะนำไปสู่ความผิดปกติต่างๆ
จังหวะที่เราหายใจ
จะเป็นจังหวะเดียวกับที่มีการสูบฉีดน้ำเหลืองไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย
ดังนั้นถ้าเราหายใจสั้นๆ การไหลของน้ำเหลืองก็จะเป็นไปได้จำกัด
ทำให้เกิดภาวะบวมน้ำและเกิดการสะสมของเสีย
การหายใจมีความสัมพันธ์โดยตรงกับอารมณ์ อารมณ์จะมีผลต่อจังหวะ,
ความลึก, ความเร็ว และความดังของการหายใจ นอกจากนี้
การหายใจยาว ลึก และช้า จะช่วยระงับความโกรธ
ตลอดจนอาการต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อเราโกรธ เช่น อาการปวดหัว
การเพิ่มขึ้นของความดันเลือด
ฝึกหายใจด้วยวิธีง่ายๆ
Dr. Andrew Weil
แนะนำวิธีฝึกหายใจง่ายๆ ที่จะช่วยลดความเครียด และอาการง่วงนอนของคุณได้
v
เริ่มจากนั่งหลังตรง
v
วางลิ้นไว้ที่ปุ่มเพดานด้านหลังฟันหน้าบน (วางลิ้นไว้ที่ตำแหน่งนี้
ตลอดเวลาที่ฝึกหายใจ)
v
หายใจออกทางปาก (หายใจเต็มที่) โดยเปล่งเสียงออกมาด้วย
v
ปิดปาก แล้วหายใจเข้าผ่านรูจมูก (ขณะนี้เป็นจังหวะที่นับถึงเลข 4)
v
กลั้นลมหายใจไว้ (ขณะนี้นับถึงเลข 7 )
v
หายใจออกเต็มที่ทางปาก (ขณะนี้นับถึงเลข 8) พร้อมกับเปล่งเสียงออกมา
v
ขั้นตอนดังกล่าวนับเป็น 1 รอบ ทำซ้ำอีก 3 รอบขึ้นไป
ควรฝึกทำวันละ 2 ครั้ง การกำหนดจังหวะ 4
:7 :8
จะช่วยให้คุณรู้จังหวะในการหายใจและมีสติจับรู้ลมหายใจซึ่งจะส่งผลต่อระบบประสาทในส่วนที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้
ซึ่งการฝึกหายใจแบบนี้ สามารถทำได้ทุกเมื่อและช่วยให้คุณผ่อนคลายความเครียดลงได้
โยคะ

โยคะ เป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง
ซึ่งมีทุกท่าทางการเคลื่อนไหว มีความสัมพันธ์กับการหายใจ
จะเป็นการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ มีจังหวะ และรวบรวมสมาธิไว้ ณ จุดหนึ่ง
โดยแต่ละท่าจะเป็นการยืดและเหยียดกล้ามเนื้อทั้งสองข้าง
ผู้ฝึกจะมีความเชื่อว่าลมหายใจเป็นแหล่งกำเนิดของพลังงานทั้งหลายที่ร่างกายนำไปใช้
ดังนั้นการหายใจขณะฝึกโยคะจะเป็นการหายใจลึกๆ ช้าๆ เป็นจังหวะ
และเมื่อหายใจเข้าสุดแล้วจะกลั้นลมหายใจไว้ขณะหนึ่งก่อนที่จะหายใจออกอย่างช้าๆและเป็นจังหวะเช่นกัน
โยคะจึงจัดเป็นศาสตร์ที่คงไว้ซึ่งความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ
การฝึกหายใจอย่างสมบูรณ์
สามารถฝึกด้วยวิธีการง่ายๆ ดังนี้
v
เริ่มจากนอนหงายหน้า วางมือไว้บนท้อง
ขณะหายใจเข้าทางจมูก ให้สังเกตว่าหน้าท้องมการพองขึ้น
โดยดูจากนิ้วที่แยกห่างออกจากกัน ค่อยๆปล่อยลมหายใจออก
v
เลื่อนมือมาไว้ที่กระดูกซี่โครง
ตอนนี้ให้หายใจเข้าแล้วสังเกตการขยายตัวของกระดูกซี่โครงแทน
โดยดูจากนิ้วที่แยกห่างออกจากกัน ค่อยๆปล่อยลมหายใจออก
v
เลื่อนมือมาวางไว้ที่คอ
หายใจเข้าโดยพยายามใช้หน้าอกช่วงบนเท่านั้น
จะสังเกตเห็นว่านิ้วจะถือยกสูงขึ้นขณะหายใจเข้า และค่อยๆปล่อยลมหายใจออก
v
วางมือทั้ง 2 ข้างไว้ข้างลำตัว โดยหงายมือขึ้น
และทำการหายใจทั้ง 3 ขั้นที่ผ่านมา เริ่มจากหายใจเข้าให้หน้าท้องพองขึ้น หายใจออก
จากนั้นใช้กล้ามเนื้อกะบังลม และกล้ามเนื้อหน้าอกตามลำดับ
สมดุลของการหายใจ
(นาดิ
โสดานา)
นาดิ โสดานา
เป็นศาสตร์หนึ่งที่พัฒนามาจากโยคะประเภทปราณยามา ซึ่งเป็นการฝึกหายใจโดยตรง
เป็นการหายใจเข้า-ออกด้วยรูจมูกข้างเดียว
ซึ่งจะส่งผลถึงระบบประสาทและสร้างความสมดุลในการทำงานของสมองซีกซ้ายและขวา
การฝึกหายใจด้วยวิธีนี้
ควรทำในช่วงเช้าและช่วงเย็น ครั้งละ 5 นาที ซึ่งในการฝึกนั้นไม่ต้องกลั้นลมหายใจ
สำหรับวิธีการฝึก มีขั้นตอนดังนี้
v
นั่งหลังตรง วางขาทั้ง 2 ข้างราบกับพื้น หลับตา
ทำใจให้ผ่อนคลาย
v
วางมือขวาไว้บนสันจมูก
โดยให้นิ้วโป้งสัมผัสบนจมูกข้างขวา ส่วนนิ้วกลางและนิ้วนาง สัมผัสกับจมูกด้านซ้าย
v
ข้อศอกขวาอยู่ชิดลำตัว
(อยู่ในท่าที่จะไม่ทำให้เมื่อยแขน ) อย่าวางแขนบนพนักเก้าอี้
v
ใช้นิ้วโป้งปิดรูจมูกข้างขวาและหายใจออกด้วยรูจมูกข้างซ้าย
แล้วหายใจเข้าด้วยรูจมูกข้างซ้าย
v
ใช้นิ้วกลางและนิ้วนางปิดรูจมูกข้างซ้ายและหายใจออกด้วยรูจมูกข้างขวา
แล้วหายใจเข้าด้วยรูจมูกข้างขวา
หมายเหตุ
คุณไม่จำเป็นต้องหายใจลึกๆ เพียงแค่หายใจช้าๆก็พอ
v
ทำตามขั้นตอนดังกล่าวประมาณ 5 นาที
หลังจากนั้นปล่อยแขนพัก นั่งหลับตาอีกประมาณ 1-2 นาที
สำหรับผู้ที่ฝึกใหม่ ในตอนแรกอาจจะรู้สึกหมุนศีรษะได้บ้าง และอาการดังกล่าวจะค่อยๆ
ดีขึ้น
Co-Meditation
Co-Meditation
หรือ
Guided meditation
เป็นวิธีฝึกสมาธิที่อาศัยหลักการหายใจเพื่อช่วยลดความกลัว
ความตื่นเต้นและวิตกกังวล มีต้นกำเนิดจากแถบทิเบต
ซึ่งการหายใจจะเป็นไปตามจังหวะของจิตใจ
และมีความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการหายใจกับระบบประสาทอัตโนมัติ
Co-Meditation
เป็นการหายใจที่สามารถล้างพิษออกจากร่างกายได้อีกทางหนึ่ง
เนื่องจากเป็นการเพิ่มออกซิเจนและการไหลเวียนของน้ำเหลือง
ตลอดจนช่วยพัฒนาทางอารมณ์ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่วิตกกังวล และจิตใจสงบ
บุคคลที่จะฝึกด้วยวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องเคยนั่งสมาธิมาก่อน
เพราะวิธีนี้จะอาศัยสรีระร่างกายที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทอัตโนมัติ
ไปทำให้จิตสงบ การหายใจลึกๆด้วยหน้าท้องจะไปกระตุ้นต่อมไฮโปทาลามัส
ซึ่งเป็นต่อมหนึ่งในสมอง ที่ควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้การเต้นของหัวใจ
ความดัน อุณหภูมิร่างกาย ความเครียด ความกังวลลดลง
โดยหลักการแล้ว
จะมีผู้นำหนึ่งคน ซึ่งจะใช้คำพูด
พูดให้ผู้เข้าร่วมเพิ่งความสนใจไปที่ส่วนของร่างกายที่ผ่อนคลายอยู่ โดยเริ่มจากเท้า
ขึ้นไปยังศีรษะ ผู้เข้าร่วมเพียงแต่นอนหลับตาสบายๆ และฟังผู้นำเท่านั้น
ผู้นำจะใช้เสียงดึงความสนใจของผู้เข้าร่วมมาอยู่ที่ร่างกาย
และจะกำหนดจังหวะการหายใจให้เป็นไปอย่างช้าๆ
ซึ่งผู้นำเองก็สามารถเข้าถึงความสงบด้วยการสนใจในลมหายใจของตนเองหรือของผู้เข้าร่วม
การบำบัดด้วยออกซิเจน
ออกซิเจนเป็นก๊าซที่พบในบรรยากาศโลก ไร้สี ไร้กลิ่น
ซึ่งได้จากขบวนการสังเคราะห์แสงของพืชสีเขียว
และพบในสิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิดทั้งพืชและสัตว์
ยกเว้นแบคทีเรียชนิดที่ไม่อาศัยออกซิเจน
เมื่อเราหายใจเข้า
(นั่นหมายถึงการนำออกซิเจนเข้าปอด)
เม็ดเลือดแดงจะเป็นตัวนำออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ส่วนต่างๆของร่างกาย
เมื่อเซลล์ได้รับออกซิเจนแล้ว เซลล์จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในกระแสเลือด
แล้วกลับสู่ปอดเพื่อที่ขับออกจากร่างกายทางลมหายใจออก
ขบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นในร่างกาย ล้วนแล้วแต่อาศัยออกซิเจนเป็นพลังงานหลัก
เนื่องจากมากกว่า 2 ใน 3 ของการใช้ออกซิเจนนั้นเป็นการนำไปสร้างพลังงานที่ชื่อว่า
ATP
( Adenosine
triphosphate) และเมื่อ
ATP
สลายตัวจะให้พลังงานแก่เซลล์ ดังนั้นถ้าเซลล์ไม่สามารถสร้างATPได้เพียงพอ
เซลล์เหล่านั้นก็จะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
นอกจากร่างกายจะใช้ออกซิเจนในขบวนการสันดาปแล้ว
ออกซิเจนยังมีบทบาทที่สำคัญอีกหลายอย่าง อาทิเช่น
เม็ดเลือดขาวใช้ออกซิเจนในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
และในขบวนการเปลี่ยนสารพิาให้เป็นสารที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายก็ต้องใช้ออกซิเจนเช่นกัน
ออกซิเจนในร่างกายนั้นจะลดลงเมื่อขาดสารอาหาร ดื่มสุรา ขาดการออกกำลังกาย
และเมื่อเรารับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินไป
ร่างกายต้องนำออกซิเจนออกมาใช้เพื่อย่อยอาหารส่วนเกินเหล่านี้
และในขบวนการดังกล่าวจะมีของเสียเกิดขึ้น
ซึ่งของเสียเหล่านี้ก็ต้องใช้ออกซิเจนเพื่อกำจัดออกเช่นกัน
ภาวะที่ร่างกายขาดสารอาหารจะมีการผลิตเอนไซม์ที่ใช้ย่อยอาหารและเอนไซม์ที่ใช้กำจัดสารพิษได้ลดลง
ดังนั้นจึงมีสารพิษเหลือในร่างกายมากขึ้นด้วย
นั่นหมายถึงว่าร่างกายต้องการออกซิเจนมากขึ้นเพื่อกำจัดสารพิษอีกเช่นกัน
เมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บ
การไหลเวียนของกระแสเลือดและออกซิเจนจะลดลง
ดังนั้นเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บก็จะขาดออกซิเจนไปด้วย ภาวะเครียด
ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนพวกอะดรีนาลินออกมาซึ่งในการผลิตฮอร์โมนดังกล่าวนั้นต้องการใช้ออกซิเจนมากขึ้นด้วย
ภาวะเครียดจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้น เมื่อเราหายใจไม่เต็มปอด
เพราะนั่นหมายถึงการที่ร่างกายได้รับปริมาณออกซิเจนน้อยลงไปอีก
ภาวะที่ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอจะมีผลกระทบต่อร่างกายในหลายด้านด้วยกัน
ได้แก่
v
สุขภาพทั่วไป
:
ไม่แข็งแรง
เหนื่อยง่าย ภูมิต้านทานลดลง ง่ายต่อการติดเชื้อ
v
ระบบย่อยอาหาร :
เนื่องจากในขบวนการสร้างน้ำย่อยที่กระเพาะ ต้องการใช้แคลเซียม น้ำและออกซิเจน
ดังนั้นเมื่อร่างกายขาดออกซิเจน ก็จะสร้างน้ำย่อยได้ลดลง
ทำให้ไม่สามารถย่อยอาหารที่รับประทานได้ทั้งหมด ส่งผลให้เกิดภาวะขาดสารอาหารได้
v
ระบบไหลเวียนเลือด
:
วิตามินจะไม่สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ทำให้เส้นใยคอลลาเจนที่เปรียบเสมือนสายใยยืดหยุ่นของร่างกายขาดออกจากกัน
และทำให้ผนังเส้นเลือดแข็งตัว
ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลวและภาวะขาดเลือดเลี้ยงสมอง
v
ตับ
: ตับซึ่งเป็นอวัยวะหลักในการขจัดสารพิษ เมื่อขาดออกซิเจน
ตับจะไม่สามารถซ่อมแซมตัวเอง
v
ระบบเม็ดเลือด
:
เม็ดเลือดขาวจะทำงานได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากในการทำงานต้องอาศัยออกซิเจน
v
การหายของแผล
:
ร่างกายไม่สามารถทำความสะอาด ตลอดจนฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเองได้
ออกซิเจนมีบทบาทสำคัญในการทำความสะอาดของร่างกาย
ดังนั้นถ้าร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างสม่ำเสมอและมีปริมาณมากพอ
ร่างกายจะสามารถกำจัดสารพิษ สารเคมีต่างๆได้ และแบคทีเรียที่ไม่อาศัยออกซิเจน
ก็ไม่สามารถที่อยู่ได้ในสภาวะที่มีออกซิเจนปริมาณมากเช่นเดียวกัน
ดังนั้นการบำบัดด้วยออกซิเจน ทั้งจากการหายใจเข้า
หรือโดยห้องที่มีออกซิเจนเข้มข้นก็ตาม ตลอดจนออกซิเจนในรูปอื่น
รวมทั้งไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ โอโซน
ล้วนแล้วแต่ช่วยในขบวนการขจัดสารพิษและบรรเทาอาการหลายๆอย่างได้ โดยไม่ต้องใช้ยา
ชนิดของออกซิเจนบำบัด
1.
Inhalation therapy
(หน้ากากออกซิเจน)
เป็นการให้ออกซิเจนขณะหายใจเข้าแก่ผู้ที่ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ ได้แก่
หอบหืด ปอดบวม ถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบซึ่งในบุคคลดังกล่าว
ปอดจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
การให้ออกซิเจนขณะหายใจเข้า จะช่วยให้ปอดได้รับออกซิเจนโดยตรง
และทำให้ออกซิเจนที่ถูกลำเลียงไปยังส่วนต่างๆองร่างกายเพิ่มขึ้นด้วย
เพื่อทดแทนการทำงานที่บกพร่องของปอด
ออกซิเจนจะช่วยฆ่าเชื้อชนิดไม่อาศัยออกซิเจน ที่เป็นอันตรายแก่ร่งกาย(แบคทีเรีย รา
ไวรัส) โดยไม่ทำอันตรายแก่เชื้อชนิดที่อาศัยออกซิเจนซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ปัจจุบันมีการใช้ออกซิเจนเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้ เนื่องจากคุณสมบัติของออกซิเจน
ซึ่งสามารถทำความสะอาดได้เป็นอย่างดี จึงสามารถหยุดปฏิกิริยาการเกิดภูมิแพ้ได้
ในภาวะที่เกิดภูมิแพ้ ฮีโมโกลบิน
(โปรตีนในเม็ดเลือดแดงซึ่งมีหน้าที่นำพาออกซิเจน)จะปล่อยออกซิเจนให้แก่เซลล์เพิ่มขึ้น
เพื่อหยุดยั้งปฏิกิริยาดังกล่าว การที่เซลล์ได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้น
เซลล์ก็จะผลิตพลังงาน ( ATP)
ซึ่งเป็นพลังงานที่จำเป็นในขบวนการกำจัดสารพิษตามธรรมชาติของร่างกาย
เท่ากับเป็นการช่วยเร่งการขจัดสารพิษอีกทางหนึ่ง
Inhalation therapy
เป็นการให้ออกซิเจนขณะหายใจเข้า โดยสามารถให้ได้ 2
วิธีด้วยกัน วิธีแรกจะเป็นการให้ผ่านหน้ากาก ซึ่งจะให้ออกซิเจนในอัตรา 5- 6
ลิตรต่อนาที ส่วนวิธีที่สอง จะให้ออกซิเจนผ่านท่อที่ใส่ผ่านรูจมูก ในอัตรา 2-3
นาที และการออกซิเจนเพื่อรักษาภูมิแพ้ จะให้ออกซิเจนต่อเนื่องเป็นเวลา 15- 30
นาที และถ้ายังไม่สามารถหยุดปฏิกิริยาภูมิแพ้ได้ จะให้ออกซิเจนต่อออีก 15- 30 นาที
และข้อห้ามของการให้ออกซิเจด้วยวิธีนี้คือ ห้ามใช้ติดต่อกันนานเกิน 5
ชั่วโมงเพราะจะทำให้เยื่อบุแห้ง
2.
Hyperbaric oxygen therapy
เป็นการให้ออกซิเจนภายใต้แรงดันที่มากกว่าความกดอากาศที่ระดับน้ำทะเล
เนื่องจากการเพิ่มความดัน จะทำให้ออกซิเจนละลายในกระแสเลือดได้เพิ่มขึ้น
เซลล์ร่างกายจึงได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้นด้วย
ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อมีภาวะ
Hyperbaric oxygen ได้แก่
٭
อัตราการเต้นของหัวใจและการสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจ ลดลง
٭
ออกซิเจนสามารถซึมเข้าสู่สมองได้มากขึ้น
٭
เม็ดเลือดแดงมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้สามารถไหลเวียนได้ดีขึ้น
٭
ลดความเหนื่อยล้า และช่วยเพิ่มศักยภาพของร่างกาย
ภาวะที่พบบ่อยในพวกนักดำน้ำ คือ
ภาวะที่ร่างกายได้รับความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนความดันกะทันหันหรือขึ้นมาที่ผิวน้ำเร็วเกินไป
ภาวะดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า bends
เนื่องจาการลดความดันอากาศอย่างรวดร็ว
จะทำให้ก๊าซเฉื่อนในร่างกาย กลายเป้นฟอง ทำให้เกิดอาการปวดรุนแรง
และอาจถึงแก่ชีวิต ซึ่งเราสามารถใช้
Hyperbaric oxygen รักาภาวะดังกล่าวได้
นอกจากนี้
Hyperbaric
oxygen ยังสามารถใช้รักษา
٭
ความเป็นพิษของคาร์บอน มอนนอกไซด์ ,
ควันบุหรี่
,
ไซยาไนด์ ,
ไฮโดรเจน ซัลไฟด์ ,
คาร์บอน เตตระคลอไรด์
٭
Crush syndrome ,
ภาวะขาดเลือดมาเลี้ยงเฉียบพลัน
٭
ภาวะเนื้อเยื่ออ่อนติดเชื้อ ,
กระดูกติดเชื้อ และโรคติดเชื้ออื่นๆ
เนื่องจากออกซิเจนจัดว่าเป็นยาปฏิชีวนะชั้นดี
ที่สามารถฆ่าเชื้อชนิดไม่อาศัยออกซิเจนได้เป็นอย่างดี
٭
การปลูกถ่าย เปลี่ยนย้ายตำแหน่งผิวหนัง ซึ่งขอบแผลมีลักษณะไม่ดี
3.
การรักษาด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์
ออกซิเจนเป็นสารสำคัญ ที่ช่วยในการทำความสะอาด
ชำระล้างสารพิษ ช่วยเพิ่มเอนไซม์ที่ใช้ในขบวนการกำจัดสารพิษ
หนึ่งในการรักษาแบบออกซิเจนบำบัดที่ง่ายที่สุดคือ
การใช้สารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ( ชนิดที่ใช้รับประทาน) 35
%
ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์สามารถพบได้ในผัก- ผลไม้สด หรือแม้แต่ในร่างกายของเรา
ในขณะที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานจะมีการรวมตัวของออกซิเจนอิสระเข้ากับน้ำ
เกิดเป็นไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ซึ่งมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม
และเมื่อร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอม
จะมีการหลั่งไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์จากเม็ดเลือดขาว
การให้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์
จะช่วยเพิ่มออกซิเจนให้แก่ร่างกาย ซึ่งมีประโยชน์ต่อหลายระบบ ได้แก่ ระบบย่อยอาหาร
การทำงานและการซ่อมแซมของตับ ช่วยชะลอดการแตกตัวของคอลลาเจน
ป้องกันการเกิดแผลติดเชื้อ ป้องกันภาวะเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน
ช่วยในขบวนการสร้างและซ่อมแซมเนื่อเยื่อส่วนต่างๆของร่างกาย ควบคุมการใช้พลังงานและการเติบโตในระดับเซลล์
เพิ่มการผลิตไซโตไคน์ซึ่งเป็นสารเคมีสำคํญที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย
นอกจากนี้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ยังออกฤทธิ์ทำลายแบคทีเรีย ยีสต์ พาราสิต
ไวรัสได้โดยตรง เรายังใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์รักษาโรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคปอด
โรคติดเชื้อ ความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน โรคพาคินสัน โรคอัลไซเมอร์ ไมเกรน
ความเจ็บปวดเนื่องจากมะเร็ง
การใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ สามารถทำได้หลายวิธี
ได้แก่
I.
การกิน
ใช้ไฮโดนเจนเปอร์ออกไซด์
( ชนิดที่ใช้รับประทาน) 35 %
(ซึ่งเก็บในตู้เย็น) ปริมาณตามที่กำหนดผสมเข้ากับน้ำกลั่น หรือน้ำผลไม้ ปริมาณ 5
ออนซ์ (แต่ห้ามใช้น้ำแครอท เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
เนื่องจากเอนไซม์ในน้ำแครอทจะทำให้ออกซิเจนกลายเป็นฟอง)
โดยปริมาณที่ใช้จะเป็นดังนี้
·
วันแรก :
ใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 1 หยดต่อครั้ง
·
วันที่สอง
:
ใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 2 หยดต่อครั้ง
·
วันที่สาม
:
ใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 3 หยดต่อครั้ง
·
วันที่สี่
:
ใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 4 หยดต่อครั้ง
คุณสามารถกินต่อเนื่องได้ถึง 16 วัน
โดยเพิ่มปริมาณไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ วันละ 1 หยด โดยรับประทานวันละ 3 ครั้ง
ตอนท้องว่าง หรือ 1 ชั่วโมงก่อนอาหาร หรือ 1 ชั่วโมงหลังอาหาร
แต่ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายท้อง ให้ลดปริมาณลดลงอีก 1 หยดในวันนั้น
เนื่องจากวิธีการนี้เป็นการเร่งขบวนการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
และถ้าร่างกายไม่สามารถขับสารพิษเหล่านี้ออกได้ทัน อาจทำให้เกิดอาการบางอย่าง
อาทิเช่น ตุ่ม ผื่นที่ผิวหนัง เวียนศีรษะ ท้องเสีย ปวดหัว เหนื่อย เป็นหวัด
การติดเชื้อที่หู ซึ่งอาการดังกล่าวจะเป็นแค่ชั่วคราว
และถ้าคุณพบว่ามีอาการดังกล่าวข้างต้น ให้หยุดกินไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 2-3
วันเพื่อให้ร่างกายได้พักและขจัดสารพิษที่เหลือ
แล้วจึงค่อยกลับมากินไฮโดรเจนออกไซด์อีกครั้ง (ในปริมาณ
เท่ากับปริมาณเดิมก่อนหยุดกิน)
ในกรณีของโรคถุงลมโป่งพอง มะเร็ง และเอดส์
สามารถผสมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ได้ถึง 25 หยด ต่อครั้ง โดยกินวันละ 3 ครั้ง
เป็นเวลา 1-3 สัปดาห์ แล้วจึงค่อยลดลงเป็นวันละ 2
ครั้งจนกระทั่งขบวนการกำจัดสารพิษเสร็จสิ้น การรักษาด้วยวิธีนี้ใช้เวลาประมาณ 6
เดือน แล้วหลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงคงสภาพ คือกินไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์สัปดาห์ละ
5-15 หยด
บางท่านอาจแนะนำให้ใช้แมกนีเซียมเปอร์ออกไซด์
(แมกนีเซียมไดออกไซด์) เนื่องเป็นแหล่งของออกซิเจนและสามารถกินได้
ซึ่งให้ผลในการรักษาเหมือนกับการใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์
แต่แมกนีเซียมเปอร์ออกไซด์จะคงรูปได้นาน ใช้งายและรสชาติดีกว่า
และเมื่อออกวิเจนแตกตัวออก
จะเหลือธาตุแมกนีเซียมซึ่งแร่ธาตุอีกชนิดหนึ่งที่ร่างกายต้องการ
II.
ทางหลอดเลือดดำ -
การให้สารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เจือจางทางหลอดเลือดดำ
จะใช้รักษาโรคติดเชื้อที่รุนแรง ซี่งเป็นการให้ออกซิเจนโดยตรงแก่เซลล์
และเป็นการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน วิธีนี้ใช้ได้ผลดีกับโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส
(ได้ผลดีกว่าโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย)
แต่การรักษาแบบนี้ต้องทำภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น
III.
การใช้เฉพาะที่
เราสามารถเจือจางไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์35
%
ให้เป็น 3
%
ได้โดยเติมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 35 %
(ชนิดรับประทานได้) 1 ออนซ์ ลงในน้ำกลั่น 2 ออนซ์
ซึ่งสารละลายดังกล่าวสามารถใช้ได้หลากหลายรูปแบบด้วยกัน
·
สเปรย์ร่างกาย
การสเปรย์ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 3 %ที่ตัว
หลังจากออาบน้ำและเช็ดตัวแล้ว
จะช่วยรักษาสมดุลกรด-ด่างของผิวหนังที่สูญเสียไปจากการใช้สบู่
·
น้ำยาบ้วนปาก
การบ้วนปากด้วยสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์3
%
จะช่วยป้องกันคราบจุลินทรีย์และหินปูน
·
โรคเหงือก
เมื่อผสมสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 3
%
จำนวนเล็กน้อยเข้ากับโซดาไฟ จะได้ครีมทาเหงือกซึ่งมีทธิ์ในการฆ่าเชื้อ
และกระตุ้นการหายของแผล ตลอดจนเป็นแหล่งออกซิเจนแก่เหงือก
·
สารให้ความชุ่มชื้นที่ใบหน้าและควบคุมสิว -
ใช้คอตตอนบัตทาสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 3%ที่ใบหน้าหลังล้างหน้า
ต้องระวังอย่าให้เข้าตา
·
สเปรย์จมูก
สามารถทำได้ด้วยวิธีง่ายๆ เพียงผสมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 3
%
กับน้ำกลั่นในอัตราส่วน 1
:
1
สามารถใช้รักษาไซนัสอักเสบและอาการภูมิแพ้ที่มีเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ
·
สารทำความสะอาดแผล-
เทสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 3
%
ปริมาณเล็กน้อยลงบนแผล หากพบว่ามีฟองหนาเกิดขึ้นเหนือแผล
นั่นหมายถึงว่าขณะนั้นไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์กำลังออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ
แต่ต้องพึงระวังการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อที่อาจเกิดขึ้นได้ และถ้าต้องทำซ้ำ
ให้เว้นห่างออกไปอีกหลายชั่วโมง
IV.
การบำบัดด้วยโอโซน
โอโซน 1
โมเลกุลประกอบด้วยออกซิเจน 3 อะตอม
ซึ่งสามารถสัมผัสกลิ่นโอโซนได้ในขณะที่เกิดฟ้าผ่าและฝนตก
นอกจากนี้เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท อาทิเช่น เครื่องถ่ายเอกสาร พรินเตอร์
รถไฟฟ้าซึ่งใช้ความต่างศักย์ไฟฟ้าสูงๆ ก็สามารถผลิตโอโซนได้
และเมื่อไนตรัสออกไซด์ทำปฏิกิริยากับไฮโดรคาร์บอนในขณะที่มีแสงแดด
ก็สามารถทำให้เกิดโอโซนได้ นอกจากนี้เราจะพบโอโซนที่เกิดจากโรงงาน รถยนต์
การเผาไหม้ ซึ่งโอโซนประเภทหลังนี้ จะเป็นโอโวนที่เป็นมลภาวะทางอากาศ
โอโซนจะไม่เสถียร และไวกว่าออกซิเจนปกติ และเมื่อออกซิเจนส่วนเกินในโอโซนแตกตัวออก
จะได้ออกซิเจนปกติ ซึ่งในทางการแพทย์แล้ว
เราใช้โอโซนเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนแก่แผลและเนื้อเยื่อ เร่งขบวนการหายของแผล
ยับยั้งการทำงานของไวรัสและแบคทีเรีย
ตลอดจนเร่งการเมตาบอลิซึมของร่างกายด้วยการเพิ่มอุณหภูมิ
เนื่องจากโอโซนไม่เสถียร จึงไม่สามารถเก็บได้นาน
ดังนั้นในทางการแพทย์ เราจะผลิตโอโซน
โดยให้อากาศผ่านเข้าไปยังสนามไฟฟ้าพลังสูงในเครื่องที่มีชื่อว่า เครื่องกำเนิดโอโซน
โอโซนสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และพาราสิตได้
จึงมีการนำโอโซนมาใช้เพื่อฆ่าเชื้อในน้ำและในสระว่ายน้ำ
นอกจากนี้ยังสามารถใช่บำบัดน้ำเสีย
แม้แต่การกำจัดยาฆ่าแมลงออกจากน้ำที่ทำได้ยากด้วยการกลั่นและการกรองแบบรีเวริ์สออสโมซิส
แต่โฮโวนก็สามารถช่วยลดปริมาณยาฆ่าแมลงในน้ำได้ดี
ในทางแพทย์แล้ว เราใช้โอโซนปริมาณไม่มากนัก
ในการรักษาแผลติดเชื้อ แผลที่เกิดจาการไหม้ แผลหายชืที่ผิวหนัง โดยการใช่เฉพาะที่
นอกจากนี้ยังใช้รักาการติดเชื้อราแคนดิด้า ตลอดจนเชื้อไวรัสอีสุกอีใส เริม
โดยให้ผลดีเทียบเท่ากับการใช้ hyperbaric
oxygen แต่การใช้โอโซนจะประหยัดและใช้เครื่องมือน้อยกว่า
สำหรับโอโซนความเข้มข้นสูงนั้นจะเป็นพิษต่อเยื่อบุผิวปอด
ดังนั้นจึงไม่นำมาใช้ทางการแพทย์
โอโซน สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้
เนื่องจากเราเชื่อในขณะที่โอโซนกำลังออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค
จะมีไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เกิดขึ้น
โดยเปอร์ออกไซด์จะทไปฏิกิริยากับเยื่อหุ้มเซลล์(วึ่งเป็นไขมัน)ของเซลล์ที่ติดเชื้อ
และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซดืนี้ไม่ทำอันตรายเซลล์ร่างกายปกติ
นอกเหนือจากจะเพิ่มออกซิเจนแก่บริเวณนั้นและเพิ่มปริมาณออกซิเจนที่ไหลเวียน
คุณสมบัติอื่นของโอโซน นอกจากการฆ่าเชื้อ ได้แก่
·
กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้ออกซิเจนและเปอร์ออกไซด์ในการทำปฏิกิริยา
·
เร่งขบวนการไกลโคซิส (การสลายกลูโคส) ในเม็ดเลือดแดง
·
กระตุ้นวัฏจักรของกรดซตริก
ซึ่งเป็นวัฏจักรในการผลิตพลังงานของเซลล์
·
เพิ่มออกซิเจนในกระแสเลือด และเม็ดเลือดแดง
V.
Stabilized oxygen therapy
Stabilized oxygen
จะอยู่ในรูปของเหลวที่มีสารละลายอิเลคโทรไลต์ออกซิเจนในรูปที่เสถียร
ซึ่งในขบวนการทำให้ออกซิเจนเสถียร นั้นมักนิยมทำให้อยู่ในรูปของโซเดียมไฮโปคลอไรด์
หรือกรดคลอรัส หรือคลอรีนไดออกไซด์ ซึ่งออกซิเจนเกาะอยู่ร่วมกับคลอรีน
เมื่อเรากินสารละลายดังกล่าว
โมเลกุลของออกซิเจนที่รวมกับคลอรีนจะเข้าสู่กระแสเลือด และในกระแสเลือดนี้
โมเลกุลของออกซิเจนจะรวมตัวกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง
ซึ่งโมเลกุลคลอรีนที่เหลือจะถูกขับออกผ่านไต
โซเดียมไฮโปคลอไรด์ กรดคลอรัส คลอรีนไดออกไซด์
เป็นแหล่งของออกซิเจนซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อรา
และออกซิเจนที่ถูกปล่อยจากโมเลกุลดังกล่าวยังสามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ดี
ดังนั้นสารดังนั้นสารเหล่านี้จึงสามารถลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการท้องเสีย
ตลอดจนการติดเชื้อที่ลำไส้ได้ สารเหล่านี้จะค่อยๆสลายตัวหมดภายใน 24 ชั่วโมง
โดยที่ไม่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายแก่ร่างกาย
ประเด็นที่น่ากังวลเกี่ยวกับสารประกอบคลอรีนที่ขบวนการทำให้เกิดเสถียรภาพแก่ออกซิเจนคือ
มีการศึกษาพบว่าการดื่มน้ำที่มีคลอรีนทำให้เกิดมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะได้สูง
ปัจจุบันจึงมีการแนะนำให้ใช้ออกซิเจนในรูปสารประกอบแมกนีเซียมและสารประกอบโปแทสเซียม(แทนการใช้โซเดียมไฮโปคลอไรด์
กรดคลอรัส คลอรีนไดออกไซด์) ซึ่งสารประกอบประเภทนี้จะใช้เวลานานกว่า 12
ชั่วโมงที่จะแตกตัวเป็นออกซิเจนอะตอม
ซึ่งแมกนีเซียมและโปแทสเซียมจะนำพาออกซิเจนไปทั่วร่างกาย
สารประกอบแมกนีเซียมนี้จะมีคุณสมบัติเป็นยาระบาย
จึงช่วยในการขับของเสียและสารพิษอีกทางหนึ่ง
สำหรับสารประกอบทั้งสองนั้นมีขายทั้งในรูปแคปซูลและผง
Stabilized oxygen
สามารถทำให้น้ำสะอาดมากขึ้นได้เนื่องจาก
Stabilized oxygen สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียColiform
, Streptococcus , Staphylococcus เชื้อราและGiardia
lamblia
ปัจจุบันมีการเติมสารละลายStabilized
oxygenลงในน้ำยาบ้วนปาก ยาเหน็บช่องคลอด ยาสวนทวาร
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว เนื่องคุณสมบัติในที่สามารถลดการอักเสบ ขจัดสารพิษ
ช่วยลดระยะเวลาของขบวนการหาย นอกจากนี้ยังอาจเป็นสารกันบูด,สารบำบัดน้ำเสีย,สารล้างผัก-ผลไม้
เนื่องจากคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ
เรียบเรียง
โดย บริษัท กู๊ดเฮลท์ ประเทศไทย จำกัด ( 12 / 8 / 2549 )