ตับเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย เนื่องจากมีหน้าที่สำคัญในการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย โดยมีตำแหน่งอยู่บริเวณช่องท้องด้านขวา หนักประมาณ 4 ปอนด์ ลักษณะของตับจะเป็นเหมือนฟองน้ำซึ่งมีรูพรุนภายในจำนวนมากและภายในช่องว่างเหล่านั้นจะมีเลือดบรรจุอยู่ สำหรับเส้นเลือดที่มาเลี้ยงตับ จะมาจาก 2 แหล่งด้วยกัน แหล่งแรกเป็นเส้นเลือดแดงที่มาจากหัวใจ แหล่งที่สองเป็นเส้นเลือดดำที่มาจากบริเวณลำไส้ ซึ่งจะนำสารอาหาร ตลอดจนสารพิษต่างๆมายังตับ ก่อนที่จะไปยังส่วนอื่นของร่างกาย ตับจึงเป็นด่านแรกที่จะรับมือกับสารพิษเหล่านั้นโดยตรง
หน้าที่ของตับ
1. เกี่ยวกับขบวนการเมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต (การเผาผลาญอาหารจำพวกแป้ง)
        ๏ เปลี่ยนคาร์โบไฮเดรต เป็น กลูโคส (ในขบวนการย่อยอาหารพวกแป้ง จะได้เป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยวที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก ที่เรียกว่า กลูโคส       เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้เป็นพลังงานได้ )
     ๏ นำกลูโคสส่วนเกินออกจากระแสเลือด
     ๏ สร้าง & เก็บไกลโคเจน ( กลูโคสส่วนเกิน ที่เหลือจาการใช้งานของร่างกาย จะถูกเก็บไว้เป็นพลังงานสำรองที่ตับ ในรูปของไกลโค เจน     ซึ่งเมื่อร่างกายต้องการใช้งาน ก็จะมีการสลายไกลโคเจน เป็นกลูโคสอีกครั้ง )
2. เกี่ยวกับขบวนการเมตาบอลิซึมของโปรตีน ( การเผาผลาญอาหารพวกเนื้อสัตว์ ถั่ว)
      ๏ เปลี่ยนโปรตีน เป็น ยูเรีย (ในขบวนการย่อยโปรตีน จะได้เป็นกรดอะมิโนซึ่งมีโมเลกุลขนาดเล็ก ร่างกายสามารถดูดซึมนำไปใช้ได้ นอก    จากกรดอะมิโนแล้ว ในขบวนการดังกล่าวยังผลิต แอมโมเนีย ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย ดังนั้นร่างกายจึงพยายามกำจัดแอมโมเนียออก   จากร่างกาย โดยเปลี่ยนแอมโมเนีย เป็นยูเรีย แล้วขับออกทางปัสสาวะ )
    
สร้างกรดอะมิโน
       
กำจัดแอมโมเนียออกจากกระแสเลือด โดยเปลี่ยนแอมโมเนีย เป็น ยูเรีย แล้วขับออกทางไต
3. เกี่ยวกับขบวนการเมตาบอลิซึมของไขมัน
    
สร้างน้ำดี ซึ่งช่วยในการแตกตัวของไขมัน (เนื่องจากไขมันไม่สามารถรวมตัวกับน้ำได้ ดังจะเห็นได้จากน้ำมันจะแยกชั้นและลอยอยู่  เหนือน้ำ ในขบวนการย่อยก็เช่นเดียวกัน น้ำดีจะทำให้ไขมันแตกตัวและสามารถรวมตัวกับน้ำได้ หลังจากนั้นน้ำย่อยจึงสามารถย่อยไขมันได้ทั่วถึง)
4. เก็บสารที่ใช้ในการสร้างฮีโมโกลบิน (ฮีโมโกลบินเป็นสารในเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีหน้าที่นำพาออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย)
5. เก็บวิตามิน A , D , E , K, แร่ธาตุ และไขมัน
6. สร้างน้ำเหลือง ซึ่งเป็นตัวกลางในการนำพาเม็ดเลือดขาวให้เคลื่อนไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย
7. ควบคุมสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
        น้ำดี หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าน้ำดีเป็นเอนไซม์หรือน้ำย่อยอย่างหนึ่ง ซึ่งที่จริงแล้วน้ำดีไม่ใช่เอนไซม์ เป็นเพียงแค่ตัวทำละลายที่ช่วยให้ไขมันแตกตัว ทำให้เอนไซม์ที่มีหน้าที่ย่อยไขมันทำงานง่ายขึ้น ซึ่งน้ำดีจะถูกสร้างขึ้นที่ตับ แล้วไปเก็บที่ถุงน้ำดีซึ่งมีลักษณะเป็นรูปลูกแพร์ อยู่ข้างใต้ตับ โดยน้ำดีนั้น ประกอบด้วยของเหลว ,รงควัตถุ , เกลือ และคลอเรสเตอรอล
        นิ่วในถุงน้ำดี ปัญหาที่พบได้บ่อยที่ถุงน้ำดี คือ การเกิดนิ่ว นิ่วจะมีลักษณะเป็นก้อนซึ่งไม่จำเป็นต้องมีลักษณะแข็งก็ได้ เนื่องจากในก้อนนิ่วประกอบด้วยคลอเลสเตอรอลเป็นส่วนใหญ่ แล้วหลังจากนั้นจึงมีรงควัตถุและเกลือแคลเซียมมาพอกที่ก้อนดังกล่าว ทำให้ก้อนดังกล่าวมีลักษณะแข็งขึ้น (จากความเชื่อนี้ เชื่อว่า นิ่วนั้นเกิดขึ้นที่ถุงน้ำดี ) แต่แพทย์บางท่านเชื่อว่าก้อนนิ่วนั้นมีต้นกำเนิดภายในตับ แล้วมีการเคลื่อนที่มาที่ถุงน้ำดี ซึ่งเป็นสถานที่เก็บน้ำดี แล้วหลังจากนั้นจึงเริ่มขยายขนาดและแข็งขึ้น การตรวจนิ่วด้วยx-ray อาจตรวจไม่พบในกรณีที่ก้อนนิ่วนั้นไม่มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบ สีของนิ่วพบว่ามีได้หลากหลายตั้งแต่ ดำ น้ำตาลเทา ขาว แดง หรือ เขียว และภายในแกนกลางของก้อนนิ่วจะประกอบด้วยแบคทีเรียหรือสิ่งปนเปื้อนอื่นๆ
        นิ่วสามารถตรวจพบได้ทั้งในถุงน้ำดี และท่อน้ำดีของตับ ซึ่งก้อนนิ่วอาจไม่แสดงอาการใดๆเลยก็ได้ ถ้าก้อนนิ่วนั้นมีขนาดเล็กพอที่จะผ่านท่อน้ำดีและขับออกจากร่างกายได้ แต่ถ้าก้อนนิ่วนั้นมีขนาดใหญ่ จนไม่สามารถผ่านท่อน้ำดีออกไปได้ ก้อนนิ่วก็จะติดอยู่ในถุงน้ำดี หรือท่อน้ำดี และเป็นสาเหตุของการอักเสบหรือการติดเชื้อในที่สุด ทำให้มีอาการปวดท้องส่วนบนอย่างมาก เป็นไข้ อาเจียร เหนื่อย นอกจากนี้อาจมีอาการในส่วนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับตับและถุงน้ำดี ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ความไม่สมดุลของฮอร์โมน ปวดศีรษะ อาการทางผิวหนัง และอื่นๆ
        ก้อนนิ่วขนาดใหญ่ที่บริเวณท่อน้ำดีใหญ่ เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและเฉียบพลันหลังรับประทานอาหารที่มีไขมันจำนวนมาก เนื่องจากไขมันจะกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี แต่ก้อนนิ่วในท่อน้ำดี จะกีดขวางการไหลของน้ำดีที่จะไปยังลำไส้เล็ก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดดีซ่านและการอักเสบของถุงน้ำดีชนิดรุนแรง และบุคคลที่มีภาวะดังกล่าวจะพบว่าอุจจาระจะมีสีขาวเทาเนื่องจากสีน้ำตาลเขียวในอุจจาระนั้นมาจากสีรงควัตถุของน้ำดีนั่นเอง น้ำดีซึ่งไม่สามารถไหลออกไปได้จะคั่งอยู่ในถุงน้ำดีและตับ ซึ่งจะเกิดการดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ผิวหนังมีสีเหลือง หรือที่เรียกว่าภาวะดีซ่าน ซึ่งอาจพบร่วมกับอาการปวด
ตับ หน้าต่างสะท้อนสุขภาพ
        สารพิษต่างๆที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน ทั้งจากการรับประทาน (สารกันบูด สารปรุงรส ยาฆ่าแมลง เชื้อรา) การสูดดม การซึมผ่านผิวหนัง หรือแม้แต่สารพิษที่ร่างกายผลิตเอง ทั้งหมดนี้ต้องผ่านด่านป้อมปราการสำคัญ คือ ตับ เพื่อทำการขจัดสารพิษ ถ้าตับทำงานไม่ทัน สารพิษเหล่านี้จะถูกปล่อยสู่กระแสเลือด และไปยังสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย
ปัญหาของตับที่พบได้บ่อย คือ การเกิดนิ่ว เนื่องจากนิ่วสามารถทำให้เกิดปัญหาที่ร้ายแรงต่างๆตามมา อาทิเช่น ภาวะตับอักเสบ (หมายถึง ภาวะที่เซลล์ตับเกิดการอักเสบ การเสื่อม และมีการตายของเซลล์) ซึ่งอาจพบร่วมกับภาวะดีซ่าน ภาวะตับโต การเบื่ออาหารและอาการไม่สบายท้อง บางครั้งจะอาเจียร หรือท้องเสียร่วมด้วย มีไข้เล็กน้อย ปัสสาวะมีสีเข้ม อุจจาระมีสีเทาขาว ซึ่งนั่นหมายถึงภาวะที่ไม่มีน้ำดีในทางเดินอาหาร
        ภาวะตับอักเสบ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ แอลกอฮอล์ ยา สารพิษต่างๆ การติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส หรือพาราสิต ตับอักเสบ-เอ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ซึ่งปนเปื้อนในอาหาร มีความรุนแรงหลายระดับ ตั้งแต่น้อย จนอาจถึงแก่ชีวิต ตับอักเสบไวรัส-บี จะติดต่อทางเลือด และมีความรุนแรงมากกว่าตับอักเสบไวรัส-เอ อาการทางคลินิกของตับอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสนั้นไม่สามารถแยกได้อาการตับอักเสบที่เกิดจากสารพิษ เช่น คลอโรฟอร์ม ฟอสฟอรัส เห็ด ยาบางชนิด อย่างไรก็ตามตับอักเสบนั้นก็มีผลต่อการทำงานของตับ และในทางการแพทย์ยังไม่มีการรักษาให้หายขาด ซึ่งการรักษาส่วนใหญ่แล้วนั้นเกิดจากขบวนการสร้างและซ่อมแซมของร่างกายเอง ตลอดจนระมัดระวังและใส่ใจใส่ในเรื่องอาหารการกิน
        ตับแข็ง เป็นภาวะที่เซลล์ตับมีการแข็งตัวและค่อยๆตาย ทำให้ตับไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ ซึ่งมีสาเหตุมาจากสุรา (แอลกอฮอล์) การขาดสารอาหาร หรือการติดเชื้อ อาการของตับแข็งได้แก่ วิงเวียนศีรษะ ไม่อยากอาหาร อาเจียน อุจจาระสีขาวเทา อ่อนเพลีย ปวด สำหรับผู้ที่เป็นตับแข็งในระยะแรก ถ้าสามารถกำจัดสาเหตุได้ทัน ตับจะค่อยๆซ่อมแซมตัวเองและอาการเหล่านี้จะค่อยๆดีขึ้น ในทางตรงข้ามภาวะตับแข็งในระยะรุนแรงนั้น ตับจะไม่สามารถซ่อมแซมตัวเอง และอาจถึงแก่ชีวิต
        เนื่องจากยาหลายชนิด จะถูกขับออกทางตับ และยาเหล่านี้เมื่อผ่านมาที่ตับ ตับจะถือว่ายาเป็นสิ่งแปลกปลอมและพยายามที่จะกำจัดออก นั่นหมายถึงว่ายิ่งมีปริมาณยามากขึ้นเท่าไหร่ ตับก็ยิ่งต้องทำงานหนักมากขึ้นด้วย นอกจากยาแล้ว สารเคมีในอาหาร สารกันบูด สี สารปรุงแต่งรส& กลิ่น ก็ถือว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมเช่นเดียวกัน
        ตับเป็นอวัยวะที่สามารถซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองได้ดีกว่าอวัยวะอื่นๆ เมื่อเราสามารถจำกัดสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ตับออกไปได้ และขบวนการขจัดสารพิษที่ตับ ( liver detoxification) ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ตับฟื้นฟูตัวเองได้เร็วขึ้น


Liver Detoxification

        เนื่องจากในขบวนการล้างพิษจากตับ ( liver detoxification) ตับจะขับสารพิษจำนวนมากออกมาผ่านลำไส้และถูกขับออกจากร่างกาย แต่จะมีบางส่วนที่ถูกดูดซึมกลับสู่กระแสเลือดและถูกขับออกทางไต ดังนั้นในระหว่างที่ตับขจัดสารพิษนั้น ไตก็จะทำงานหนักมากขึ้น เนื่องจากจะมีสารพิษจำนวนมากที่ออกจากตับ เข้าสู่ไต ดังนั้นก่อนทำการล้างพิษจากตับ คุณควรจะมีไตที่มีสภาพสมบูรณ์และสะอาดเสียก่อน     ( ควรทำ kidney detoxification ก่อนทำ liver detoxification )
        นิ่วในถุงน้ำดีและในตับ จะเป็นแหล่งที่อยู่ของแบคทีเรียและพาราสิต นอกจากนี้นิ่วจะขัดขวางการไหลของน้ำดี ซึ่งส่งผลให้การย่อยไขมันทำได้ยากขึ้นแล้ว ส่งผลให้ระดับคลอเลสเตอรอลในกระแสเลือดสูงขึ้นด้วย
        การล้างพิษจากตับ จะทำให้ตับและร่างกายส่วนอื่นๆสามารถทำงานได้ดีขึ้น อาทิเช่น ระบบย่อยอาหาร ภาวะภูมิแพ้ สิวที่ผิวหนัง อาการปวดหลัง ปวดแขน ปวดไหล่
        วิธีการล้างพิษจากตับที่จะแนะนำข้างล่างนี้ สามารถขับก้อนนิ่วที่ตับและถุงน้ำดีออกได้อย่างรวดเร็ว (ไม่เหมือนกับการขับก้อนนิ่วที่ไต ซึ่งจะเป็นการค่อยๆละลายก้อนนิ่วทีละน้อย) โดยที่ไม่อาการเจ็บปวดแต่อย่างใด และก้อนนิ่วที่ถูกขับออกมา คุณสามารถมองเห็นได้ในอ่างชักโครก เนื่องจากก้อนนิ่วจะลอยน้ำ เพราะส่วนประกอบส่วนใหญ่ของนิ่ว คือคลอเลสเตอรอล และจะมีสีเขียวเนื่องจากสีรงควัตถุของน้ำดี ซึ่งสารที่ใช้ในขบวนการขจัดสารพิษที่ตับ ได้แก่
    
น้ำมันมะกอก
    
เกรปฟรุต (อาจใช้ส้มโอ หรือมะนาวแทนได้)
    
เกลือ Epsom
    
แอล- ออนิทิน ( L-ornithine : แคปซูล )
    
มิลทิสเทล (Milk thistle : แคปซูล)

        น้ำมันมะกอก จะกระตุ้นการหลั่งน้ำดีจากตับและถุงน้ำดี และแรงดันดังกล่าวจะช่วยผลักก้อนนิ่วออกจากท่อน้ำดี ส่วนน้ำเกรปฟรุต (เราอาจใช้น้ำส้มโอ หรือน้ำมะนาว ทดแทนได้ ) จะช่วยให้รสชาติของน้ำมันมะกอกดีขึ้น และยังช่วยทำความสะอาดตับอีกด้วย
        เกลือ Epsom มีชื่อทางเคมีว่า แมกนีเซียมซัลเฟต เฮปตะไฮเดรต ซึ่งก็คือเกลือแมกนีเซียมที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ 7 โมเลกุล (แหล่งของเกลือแมกนีเซียมในธรรมชาติ คือ น้ำแร่ ซึ่งพบได้ถึง 95 % และ เกลือสมุทร ซึ่งพบประมาณ 2 % ) มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ และทำให้เกิดอาการถ่ายท้อง คล้ายท้องเสียได้ในตอนเช้า หลังจากที่รับประทาน นอกจากนี้ยังช่วยขยายท่อน้ำดี ทำให้ก้อนนิ่วเคลื่อนออกมา ซึ่งเกลือ Epsom มีขายตามร้านขายยาทั่วไป
        L-ornithine (แคปซูล) เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ช่วยในขบวนการย่อยอาหารและขบวนการเมตาบอลิซึม ซึ่งจะช่วยให้คุณหลับสบายขึ้น ถ้าหากคุณไม่รับประทานสารนี้ก่อนนอน การเข้านอนของคุณในคืนนั้นจะดึกกว่าปกติ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา
        Milk thistle (แคปซูล) จะช่วยทำความสะอาดและฟื้นฟูตับ เนื่องจากใน Milk thistle นั้นประกอบด้วย สารซิริมาริน (Silymarin) ซึ่งบางบริษัท จะสกัดสารซิริมารินออกมาขายในรูปแบบเม็ด [ในความคิดของผู้เขียน เราสามารถใช้สมุนไพรตัวอื่นที่ช่วยบำรุงตับและมีฤทธิ์ต้านการเกิดไวรัสตับตับอักเสบ ซึ่งได้แก่ ลูกใต้ใบ : Phyllathus niruri ปริมาณ 900-2700 มิลลิกรัมต่อวัน , เห็ดหลินจือ : Reishi ปริมาณ 1-1.5 กรัมต่อวัน(ผง) หรือ 1 มิลลิลิตรต่อวัน (น้ำ) , โรสแมรี่ ปริมาณ 1.5-15 กรัมต่อวัน]
        สมุนไพรอีกชนิดหนึ่งซึ่งช่วยทำความสะอาดตับได้เป็นอย่างดี คือ Picrorhiza kurroa ซึ่งมีถิ่นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลายา และใช้กันอย่างกว้างในวงการแพทย์ของอินเดีย
        ในระหว่างขบวนการล้างพิษจากตับ คุณจะถ่ายอุจจาระหลายครั้ง ดังนั้นควรเลือกทำในวันสบายๆ ซึ่งขั้นตอนการทำ มีดังนี้
1. ห้ามรับประทานอาหารตั้งแต่ 14.00 น. ( ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีวันหยุดในวันเสาร์ ให้เริ่มหยุดรับประทานอาหาร ยา อาหารเสริม วิตามินและเครื่องดื่ม ตั้งแต่ 14.00 น. ของวันศุกร์ ให้ดื่มได้เฉพาะน้ำเท่านั้น สำหรับอาหารมื้อเช้าและมื้อกลางวันของวันศุกร์ ต้องเป็นอาหารที่ไม่มีไขมัน :-ไม่ใช้เนย,น้ำมัน, เนื้อสัตว์,น้ำสลัดที่มีไขมัน) ซึ่งเหตุผลของการหลีกเลี่ยงอาหารไขมันในช่วงเวลาดังกล่าว ก็เพื่อที่จะเก็บสะสมน้ำดีให้ได้ปริมาณมากพอ เพื่อเพิ่มแรงดันให้แก่น้ำดีในขณะที่ปล่อยออกมาระหว่างช่วงที่ทำการขจัดสารพิษ ( กลางคืนวันศุกร์)
2. เวลา 18.00 น. ดื่มน้ำ ¾ แก้วซึ่งมีเกลือ Epsom 1 ช้อนโต๊ะละลายอยู่
3. เวลา 20.00 น. ดื่มน้ำ ¾ แก้วที่มีเกลือ Epsom 1 ช้อนโต๊ะละลายอยู่
4. เวลา 22.00 น. ดื่มน้ำเกรปฟรุต (ใช้เกรปฟรุต 1 ผล)ที่ผสมกับน้ำมันมะกอก ½ แก้ว โดยรับประทานพร้อมกับ L-ornithine จำนวน 4 เม็ด
5. หลังเวลา 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ดื่มน้ำ ¾ แก้วที่มีเกลือ Epsom 1 ช้อนโต๊ะละลายอยู่
6. หลังจากนั้น 2 ชั่วโมง ดื่มน้ำ ¾ แก้วที่มีเกลือ Epsom 1 ช้อนโต๊ะละลายอยู่ อีกครั้ง
7. หลังจากนั้น 2 ชั่วโมง รับประทานอาหารได้ตามปกติ
        ถ้าคุณทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด การล้างพิษจากตับครั้งนี้ คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือไม่สบายตัวแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ขณะที่ถ่ายอุจจาระในตอนเช้า คุณจะรู้สึกว่าถ่ายเหลว และเมื่อคุณลองมองสิ่งที่ถูกขับออกมาพร้อมอุจจาระ คุณจะพบก้อนนิ่วที่ออกมาจากตับและถุงน้ำดี ซึ่งอาจมีขนาดตั้งแต่เล็กเท่าหัวเข็ม ไปจนถึงขนาดใหญ่มากๆ ส่วนใหญ่จะมีสีเขียวเนื่องจากสีรงควัตถุของน้ำดี ซึ่งการถ่ายอุจจาระครั้งแรกนี้ จะมีนิ่วจำนวนมากถูกขับออกมา อาจมีจำนวนตั้งแต่ 100 ถึง 1000 หรือมากกว่านั้น นอกจากก้อนนิ่วแล้ว จะมีสารพิษจำนวนมากถูกขับออกมาพร้อมน้ำดี ซึ่งสารพิษเหล่านี้จะถูกขับออกมาพร้อมอุจจาระ หรือไปยังไตเพื่อที่จะกำจัดสารพิษนี้อีกครั้ง (นั่นหมายถึง การขจัดสารพิษจำนวนมากออกจากตับและถุงน้ำดี )
        ขบวนการล้างพิษจากตับ สามารถทำได้อย่างปลอดภัย โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ แต่ทั้งนี้ต้องตระหนักไว้เสมอว่าควรทำการล้างพิษจากไต (kidney detoxification) ก่อนที่จะทำการล้างพิษจากตับ ( liver detoxification) เพราะหลังขบวนการล้างพิษจากตับ จะมีสารพิษปริมาณมากถูกขจัดออกจากตับ และเดินทางไปที่ไตเพื่อขับออก แต่ถ้าในขณะนั้นไตไม่แข็งแรงพอ ไม่สามารถทำหน้าที่ขจัดสารพิษได้ทัน สารพิษที่หลงเหลืออยู่จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย ทำให้เกิดอาการไม่สบายต่างๆขึ้น
        ในกรณีที่มีก้อนนิ่วจำนวนมาก การล้างพาจากที่ตับเพียงครั้งเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะสามารถกำจัดก้อนนิ่วทั้งหมดได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำการล้างพิษจากตับซ้ำอีกครั้ง โดยเว้นระยะห่างจากการทำครั้งแรกประมาณ 1-2 สัปดาห์
        ในรายที่มีปัญหาท้องผูกร่วมด้วย หลังการล้างพิษจากตับ ควรจะทำการล้างพิษจากลำไส้ ( เช่น การสวนลำไส้ด้วยน้ำกาแฟ)ด้วย เนื่องจากถ้าลำไส้ใหญ่ไม่สามารถขับสารพิษที่ถูกขับออกจากตับและถุงน้ำดีได้ทันแล้ว สารพิษเหล่านี้จะตกค้างอยู่ที่เยื่อบุของทางเดินอาหาร และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และกลับเข้าสู่ตับหรือเนื้อเยื่ออื่นๆอีกครั้ง สำหรับการสวนกาแฟหลังการล้างพิษจากตับ ในรายที่ไม่มีปัญหาท้องผูก นั้นสามารถทำได้ เพราะจะเป็นการช่วยกำจัดสารพิษออกด้วยอีกทางหนึ่ง
        เนื่องจาก Milk thistle และ Picrorhiza kurroa สามารถขจัดสารพิษออกจากตับ และยังช่วยซ่อมแซม ฟื้นฟูตับได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงมีการแนะนำให้รับประทาน Milk thistle (แคปซูล) หลังการล้างพิษจากตับครั้งแรก โดยรับประทานตามฉลากข้างขวด โดยเริ่มจากปริมาณที่น้อยที่สุด แล้วจึงค่อยเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ฉลากระบุว่า กิน 1-3 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ให้เริ่มจากกินจากครั้งละ 1 แคปซูล (วันละ 3 ครั้ง ) แล้วค่อยเพิ่มจากครั้งละ 1 แคปซูลเป็น 2 แคปซูล และเป็น 3 แคปซูลในที่สุด (หมายความว่ารับประทานวันละ 9 แคปซูล) และในระหว่างที่คุณทำการล้างพิษจากตับเป็นครั้งที่สอง ควรหยุดกิน Milk thistle เป็นเวลา 2 วัน และกลับมากินอีกครั้งเมื่อทำการล้างพิษจากตับครั้งที่สองเสร็จสิ้นแล้ว โดยกิน Milk thistle ครั้งละ 3 แคปซูล (วันละ 9 แคปซูล ) รับประทานต่อเนื่องจนหมดขวด
   
วิธีล้างพิษที่ตับ ฉบับกระเป๋า
       นอกจากการล้างพิษที่ตับด้วยวิธีการข้างต้นแล้ว เรายังมีวิธีง่ายๆ ซึ่งสามารถทำเมื่อไรก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องงดอาหารก่อนทำ และไม่ใช้สารที่ทำให้มีเกิดการถ่ายท้องอย่างรุนแรง
   สารที่ใช้ในการล้างพิษแบบง่ายๆ นี้ได้แก่
    
มะนาวสด 1/2 ผล
    
เกรปฟรุต 2 ผล
    
น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
    
Cascara sagrada 2 แคปซูล (หรือสมุนไพรอื่นที่ช่วยในการขับถ่าย )
        Cascara sagrada เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์คล้ายกับยาระบายอ่อนๆ ซึ่งไม่มีผลข้างเคียงใดๆ หาซื้อได้จากร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งจะอยู่ในรูปของแคปซูล หรือของเหลวบรรจุขวด ซึ่งเราสามารถใช้สมุนไพรชนิดอื่นที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายแทนก็ได้ (สำหรับสมุนไพรของไทย ที่สามารถใช้แทนได้ คือ มะขามแขก เนื่องจากในมะขามแขกมีสาร Sennosides ซึ่งจะออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของแบคทีเรียที่เป็นเชื้อประจำถิ่นของลำไส้ใหญ่ ทำให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวเร็วขึ้น และเร่งการขับของเหลวออกจากลำไส้อีกด้วย ปริมาณ Sennosides ที่แนะนำให้บริโภค คือ 20- 60 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรกินติดต่อกันนานกว่า 10 วัน เนื่องจากจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและโพแทสเซียมในปริมาณมากเกินไป ) เนื่องจากเราต้องการเพียงให้อุจจาระถูกขับถ่ายได้เร็วและสะดวกขึ้น โดยอุจจาระที่ขับออกมานั้นจะมีสารพิษที่ลำไส้เล็กซึ่งมาจากถุงน้ำดีและท่อน้ำดีออกมาด้วย ถ้าสารพิษเหล่านี้ไม่สามารถขับถ่ายออกมาได้ ยังคงติดอยู่ในลำไส้ เช่น ในคนที่ท้องผูก ก็จะเกิดการดูดซึมสารพิษกลับสู่กระแสเลือด ดังนั้นการใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยในการระบายจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ใช้ยาระบาย
        เริ่มจากผสมสมุนไพรที่ช่วยในการระบายเข้ากับน้ำมะนาว ½ ผล และน้ำเกรปฟรุต 2 ผล (อาจใช้น้ำแอปเปิ้ล หรือน้ำส้มโอ หรือน้ำมะนาว แทนน้ำเกรปฟรุต ) และน้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน ( เอากากออก) แล้วดื่มก่อนเข้านอนทันที เนื่องจากตับจะทำงานมากที่สุดในช่วงเวลา 23.00 น. ถึง 01.00 น.
        ถึงแม้ว่าวิธีการล้างพิษฉบับกระเป๋า จะไม่สามารถทดแทนวิธีล้างพิษจากตับฉบับสมบูรณ์แบบในวิธีแรกได้ แต่ก็เป็นวิธีที่สะดวกและสามารถทำเมื่อไหร่ก็ได้ จึงน่าจะเป็นอีกทางหนึ่งเพื่อสุขภาพของคุณ

เรียบเรียงโดย   พิมพ์ชนก  ฐานิตสรณ์  บริษัท กู๊ดเฮลท์ (ประเทศไทย) จำกัด   ( 15 / 8 / 49 )

 

 

 

 

 

 

HomeContact UsOur Map : แผนที่บริษัทเสียงตอบรับจากผู้ใช้วิธีปลูกต้นกล้าข้าวสาลีตัวแทนจำหน่าย