วิตามินซี

                                            

วิตามินซี (กรดแอสคอบิก) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในร่างกายหลายอย่าง เช่น

·       สร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นเสมือนเส้นใยยืดหยุ่นของร่างกาย

·       ช่วยลดการเกิดภูมิแพ้และหอบหืด

·       ป้องกันการเกิดต้อกระจก

·       ช่วยในการสร้างน้ำดี

·       ลดพิษของแอลกอฮอล์

·       ช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของโรคหวัด

·       ยับยั้งการทำงานของยีนส์ของไวรัส

·       ป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือดและหัวใจ

การกินน้ำส้มร่วมกับอาหารเช้าพวกแฮม เบคอน จะยับยั้งการสร้างไนโตรซามิน(เนื่องจากวิตามินซีในน้ำส้ม) จึงช่วยลดการเกิดมะเร็งที่กระเพาะอาหารได้   นอกจากนี้ยังมีการทดลองให้สารที่ก่อให้เกิดมะเร็งและวิตามินซีแก่เซลล์ของร่างกาย พบว่าเซลล์ดังกล่าวจะมีเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งน้อยลง

วิตามินซีกับการรักษามะเร็ง

                Fred Klenner  เริ่มใช้วิตามินซีเพื่อรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ  ตั้งแต่ปี 1940    และ Ewan Cameron ทำการวิจัยในปี 1991 เปรียบเทียบผู้ป่วยมะเร็ง 1,532 คนซึ่งไม่ได้รับวิตามินซีเสริม  และ 243 คนซึ่งได้รับวิตามินซีเสริม  พบว่าผู้ป่วยกลุ่มแรก จะมีโอกาสอยู่รอดได้เพียง 180 วัน  แต่ในกลุ่มที่ได้รับวิตามินซี สามารถอยู่รอดได้ถึง 343 วัน  เขาจึงพัฒนามาใช้วิตามินซีปริมาณสูงฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ ในการรักษามะเร็ง    เนื่องจากทั้ง 2 ท่านนี้เชื่อว่าวิตามินซีสามารถป้องกันการทำลายของเซลล์มะเร็งได้ด้วยกลไกการเสริมสร้างคอลลาเจน   นอกจากนี้ Cameron ยังแนะนำว่าผู้ป่วยมะเร็งควรเริ่มจาการได้รับวิตามินซีทางหลอดเลือดดำ แล้วตามด้วยการรับประทานวิตามินซีเสริม อย่างต่อเนื่อง

                วิตามินซีสามารถยับยั้งมะเร็งได้ เนื่องจากวิตามินซีจะทำให้โครงสร้างภายในเซลล์มะเร็งเปลี่ยนแปลงไป  เยื่อหุ้มเซลล์มะเร็งจะขาดออก แล้วถูกล้อมรอบด้วยคอลลาเจน

วิตามินซีกับการเกิดนิ่วที่ไต

                จากความรู้เดิมที่ว่า วิตามินซีเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็นออกซาเลต แล้วตกตะกอนเป็นนิ่วที่ไต  นั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด  ในปี 1977 นักวิทยาศาสตร์ชาวแอฟริกา ทำการศึกษาเกี่ยวกับการเกิดตะกอนออกซาเลตเมื่อได้รับวิตามินซีปริมาณสูงเป็นในระยะยาว  กล่าวว่าจากการส่องกล้องไมโครสโคปในลิงบาบูน 16 ตัวที่ได้รับวิตามินซีปริมาณสูงต่อเนื่องกัน 20 เดือนนั้นตรวจไม่พบตะกอนออกซาเลตแต่อย่างใด    จากรายงานในปี 1999 โดยมหาวิทยาลัยแพทย์ฮาร์วาร์ด ในหญิงที่มีนิ่วที่ไต 85, 000 คน  พบว่าในผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีปริมาณสูง ( ตั้งแต่ วันละ 1,500 มิลลิกรัมขึ้นไป )  นั้นไม่มีรายงานการเกิดนิ่วที่ไต  นอกจากนี้การบริโภควิตามินบี-6 อย่างน้อยวันละ 40 มิลลิกรัม ยังสามารถลดการเกิดนิ่วที่ไตลงได้ถึง 1 ใน 3

วิตามินซีกับภาวะขาดวิตามินบี-12

                จากรายงานของวารสารองค์การแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา ในปี 1974 โดยDr. Herbert  กล่าวว่า วิตามินซีปริมาณสูงสามารถทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินบี-12    อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นยังไม่มีการทดลองใดๆสนับสนุนหลักการดังกล่าว   กระทั่งปี 1976  มีการทดลองซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารโภชนาการของอเมริกา สรุปว่าจากการทดลองพบว่าการเติมกรดแอสคอบิกหรือวิตามินซี ไม่ได้ทำความเสียหายต่อวิตามินบี-12 ซึ่งเป็นองค์ประกอบภายในอาหาร   และหลังจากนั้นวารสารองค์การแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา  ก็ได้ลงตีพิมพ์ข้อมูลว่าจากผลสรุปที่ว่าวิตามินซีปริมาณสูงสามารถทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินบี-12  นั้นเกิดจากขบวนการทดลองที่ผิดพลาด ปริมาณวิตามินบี-12ที่วัดได้นั้นไม่ใช่ปริมาณทั้งหมด  เพราะฉะนั้นวิตามินซีปริมาณสูงในกระแสโลหิตนั้นไม่ได้ลดระดับของวิตามินบี-12  แต่ในความเป็นจริงแล้ววิตามินซียังช่วยเพิ่มระดับวิตามินบี-12 อีกด้วย

วิตามินซีเป็นอันตรายจริงหรือ

                ในปี 1998 หนังสือ New York Times ได้พาดหัวข้อข่าวเกี่ยวกับการทดลองที่กล่าวอ้าวว่า วิตามินซีปริมาณต่ำ จะมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ในขณะที่วิตามินซีปริมาณสูง ( 500 มิลลิกรัมต่อวัน) กลับเป็นอันตรายต่อเซลล์  ซึ่งทั้ง Dr. David Golde แพทย์ประจำศูนย์มะเร็งนิวยอร์คและ Dr. mark Levine หัวหน้าศูนย์โภชนาการแห่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่าการทดลองดังกล่าวไม่มีน้ำหนักที่น่าเชื่อถือเพียงพอ เนื่องจากเป็นการวัดระดับวิตามินซีในกระแสเลือด ทั้งที่ความจริงแล้ว ควรจะวัดระดับวิตามินซีในเซลล์     นอกจากนี้ Dr. Jeffery Bleumberg หัวหน้าแผนกทดลองด้านสารต้านอนุมูลอิสระของมหาวิทยาลัยทัฟท์  ยังกล่าวว่า วิตามินซีปริมาณ 500 มิลลิกรัม เป็นปริมาณที่สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย     ปลายปี 1998 ศาสตราจารย์ Balz Frei ทำการทดลองเกี่ยวกับวิตามินซี และพบว่า การได้รับวิตามินซี 5000 มิลลิกรัมต่อวัน ก่อให้เกิดผลดีต่อร่างกายในหลายๆด้าน เนื่องจากวิตามินซีมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้ฟื้นฟูและซ่อมแซมDNA(รหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต)  และยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัยของร่างกายอีกด้วย

ปริมาณวิตามินซีที่แนะนำให้บริโภค ในหนึ่งวัน

                David W. Golde แพทย์ซึ่งทำการทดลองเกี่ยวกับการใช้วิตามินซี  แนะนำให้กินวิตามินซีวันละ 250-500 มิลลิกรัม (โดยแบ่งเป็นหลายๆมื้อ)สำหรับคนปกติ   ส่วนคนที่เป็นมะเร็ง แนะนำให้กินในปริมาณ 1-2 กรัมต่อวัน โดยแบ่งเป็นหลายๆมื้อเช่นเดียวกัน

                ตารางแสดงปริมาณวิตามินซีที่ RDA แนะนำให้บริโภคต่อวัน

 

ชาย

หญิง

อายุ 0 – 6 เดือน

40 มิลลิกรัม

40 มิลลิกรัม

อายุ 6 – 12 เดือน

50 มิลลิกรัม

50 มิลลิกรัม

อายุ 1 – 5 ปี

20 มิลลิกรัม

20 มิลลิกรัม

อายุ 5 – 10 ปี

25 มิลลิกรัม

25 มิลลิกรัม

อายุ 10 – 18 ปี

45 – 75 มิลลิกรัม

45 – 65 มิลลิกรัม

อายุ 18 ปีขึ้นไป

90 มิลลิกรัม

75 มิลลิกรัม

หญิงตั้งครรภ์/ หญิงให้นมบุตร

 

+ 45 มิลลิกรัม

คนสูบบุหรี่

+ 35 มิลลิกรัม

+ 35 มิลลิกรัม

   ปริมาณที่ใช้ในการรักษา

         250 – 25,000

 มิลลิกรัม +

                ภาวะที่ร่างกายต้องการวิตามินซีเพิ่มขึ้น ได้แก่ การดื่มสุรา ,สูบบุหรี่ , เครียด , ติดเชื้อไวรัส , เป็นไข้ , ได้รับยาบางอย่าง เช่น ซัลฟา ยาปฏิชีวนะ ยาคลอติโซน , มลภาวะเป็นพิษ เช่น สารดีดีที , ได้รับโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม , หลังการผ่าตัด

                เพื่อหลีกเลี่ยงการระคายเคืองกระเพาะอาหาร จึงควรกินวิตามินซีในตอนต้นของมื้ออาหาร หรือกลางมื้ออาหาร  แต่ไม่ควรกินวิตามินซีในขณะที่ท้องว่างหรือหลังมื้ออาหาร ทั้งนี้เนื่องจากวิตามินซีจะระคายเคืองทางเดินอาหารและกัดกร่อนหูรูดหลอดอาหาร  และอาจทำให้ท้องเสียได้ถ้ารับประทานในปริมาณมากเกินไป

 วิตามินซีกับยารักษามะเร็ง (chemotherapy)

  ยา Adriamycin : พบว่าวิตามินซีสามารถป้องกันการทำลายเซลล์จากสารอนุมูลอิสระ   โดยไม่ขัดขวางการทำงานของยา Adriamycin และยังช่วยให้ยาสามารถทำงานได้ดีขึ้นด้วย

  ยา Cisplatin : เนื่องจากยา Cisplatin มีผลข้างเคียงคือ จะทำลายโครโมโซม , ทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์กระดูกไขสันหลังและเซลล์อสุจิ   ซึ่งวิตามินซีจะช่วยลดผลข้างเคียงดังกล่าว

  ยา Levodopa ซึ่งใช้ในการรักษามะเร็ง Melanoma : วิตามินซีจะยับยั้งการโตของเซลล์มะเร็ง  และช่วยให้ยา Levodopa ทำงานได้ดีขึ้น   

การใช้วิตามินซีร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ ในขณะที่ใช้ยารักษามะเร็ง

ในปี 1970 Dr. Prasad ได้ทำการทดลองเติมโซเดียมแอสคอเบท (วิตามินซีรูปแบบหนึ่ง) เข้ากับยารักษามะเร็งชนิดต่างๆ พบว่าวิตามินซี ช่วยเสริมฤทธิ์การทำงานของยา Dacarbazine , 5- FU, Bleomycin , Tamoxifen และรังสีเอกซ์     นอกจากนี้การผสมวิตามินซี ,เบต้า-แคโรทีน, และวิตามินอีเข้าด้วยกัน จะช่วยให้การทำงานเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น    อย่างไรก็ตามพบว่า วิตามินซีจะลดความสามารถของยา Methotrexate และยา DTIC ในการฆ่าเซลล์มะเร็งชนิดนิวโรบลาสม่า  แต่เมื่อเติมสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ร่วมกับวิตามินซี พบว่าสามารถเสริมฤทธิ์การทำงานของยา DITC ในการฆ่าเซลล์มะเร็งชนิดเมลาโนม่า     Dr. Prasad จึงสรุปว่า ควรใช้สารต้านอนุมูลอิสระ หรือวิตามินหลายชนิดร่วมกันในระหว่างที่ผู้ป่วยได้รับยารักษามะเร็ง

วิตามินซี กับ รังสี X

                Dr. Prasad นักวิจัยด้านรังสีรักษา พบว่ารังสีเอกซ์ สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ 72% ในขณะที่มีการให้วิตามินซีแก่ผู้ป่วยร่วมกับการฉายรังสี พบว่าสามารถฆ่ามะเร็งได้ถึง 98.2 %    

                และจากผลการทดลองของโรงพยาบาลแมสสาชูเสส  บอสตัน ที่ลงตีพิมพ์ในวารสารของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สรุปว่า วิตามินซีสามารถป้องกันเซลล์ปกติ (ที่ไม่ใช่เซลล์มะเร็ง) จากการทำลายของรังสีเอกซ์  

 เรียบเรียง โดย บริษัท กู๊ดเฮลท์ ประเทศไทย จำกัด   ( 7 / 8 / 2549 )

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

HomeContact UsOur Map : แผนที่บริษัทเสียงตอบรับจากผู้ใช้วิธีปลูกต้นกล้าข้าวสาลีตัวแทนจำหน่าย