สมดุลโซเดียม-โพทัสเซียม : สำคัญกว่าคำว่า “เกลือ”

           เกลือแกงหรือโซเดียมคลอไรด์เป็นสารประกอบที่อยู่ในรูปของผลึก   ซึ่งร่างกายของเราจำเป็นต้องได้รับ      เกลือเนื่องจากร่างกายของเราไม่สามารถสร้างโซเดียมและคลอไรด์เองได้  นอกจากนี้ในชีวิตประจำวัน เรายังนำเอาเกลือมาใช้ประโยชน์อีกมากมาย อาทิเช่นในขบวนการถนอมอาหารเพราะเกลือจะขับน้ำออกจากเซลล์ของเชื้อจุลินทรีย์ทำให้เชื้อจุลินทรีย์ไม่สามารถอยู่รอดในภาวะดังกล่าว  จึงช่วยให้เก็บอาหารได้นานขึ้น

                ถึงแม้ว่าในร่างกายมนุษย์จะประกอบด้วยแร่ธาตุหลากหลายชนิดด้วยกัน  อาทิเช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โพทัสเซียม  แมกนีเซียม สังกะสี  แต่แร่ธาตุหลักที่ควบคุมกลไกการขับเคลื่อนของร่างกายหรืออิเล็คโทรไลต์พื้นฐานของร่างกายคือ โซเดียมและโพทัสเซียม โดยโซเดียมในร่างกายส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณของเหลวภายนอกเซลล์  ในขณะที่โพทัสเซียมจะอยู่บริเวณของเหลวภายในเซลล์  ซึ่งขบวนการแลกเปลี่ยนระหว่างโซเดียมและโพทัสเซียมเพื่อเข้าและออกจากเซลล์ เรียกว่า โซเดียม-โพทัสเซียมปั๊ม  โดยจะมีการขับโซเดียมไอออน 3 โมเลกุลออกจากเซลล์ และนำโพทัสเซียมไอออน 2 โมเลกุลเข้าเซลล์   สำหรับกลไกดังกล่าวจัดเป็นกลไกหลักที่คอยควบคุมสมดุลของอิเล็คโทรไลต์ภายในร่างกาย   

                                                                                         

                                                                                    

              โซเดียมมีหน้าที่ควบคุมความดันโลหิต  ควบคุมสมดุลของเหลวในร่างกาย   ส่วนโพทัสเซียม จะทำหน้าที่เกี่ยวกับกลไกการหดตัวของกล้ามเนื้อ (ในขณะที่แคลเซียมจะควบคุมการคลายตัวของกล้ามเนื้อ)   นอกจากนี้โพทัสเซียมยังเป็นสารประกอบสำคัญในเกร็ดเลือดซึ่งควบคุมการแข็งตัวของเลือด และโพทัสเซียมยังช่วยควบคุมความเป็นกรด-ด่างภายในร่างกายด้วยการรวมตัวกับสารกลุ่มซัลเฟตเกิดเป็นเกลือโพทัสเซียมซัลเฟตซึ่งจะช่วยลดความเป็นกรด  ในขณะที่โพทัสเซียมก็สามารถลดความเป็นด่างได้โดยเปลี่ยนสารประกอบโพทัสเซียมไฮดรอกไซด์ซึ่งเป็นด่างรุนแรงให้เป็นน้ำซึ่งมีค่าเป็นกลาง

                ที่ผ่านมามีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับปริมาณเกลือ(ในอาหาร)ที่เหมาะสมแก่การบริโภค แต่ทั้งนี้สิ่งที่ควรคำนึงถึงมากกว่าปริมาณโซเดียมในอาหารก็คือสัดส่วนระหว่างโซเดียมกับโพทัสเซียมในอาหาร  จากการศึกษาพบว่าผู้ที่รับประทานอาหารที่มีสัดส่วนระหว่างโซเดียมต่อโพทัสเซียมไม่สมดุลมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในอาหารปรุงสำเร็จปัจจุบันนี้มีโซเดียมปริมาณสูง ประกอบกับชีวิตประจำวันซึ่งรับประทานผัก-ผลไม้สด(อันเป็นแหล่งของโพทัสเซียม) กันน้อยลง หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเราได้รับโซเดียมในปริมาณมากกว่าโพทัสเซียม   ถึงแม้ว่าสัดส่วนที่แน่นอนระหว่างธาตุทั้งสองยังไม่สามารถสรุปได้ แต่จากการศึกษานักวิชาการบางท่านแนะนำว่าสัดส่วนระหว่างโพทัสเซียมต่อโซเดียมควรอยู่ประมาณ  2 :1 ( ในขณะที่อาหารสำเร็จของชาวอเมริกันมีสัดส่วนของโพทัสเซียม ต่อโซเดียม 1:5 )   จะเห็นว่าร่างกายของเรามีคามต้องการโพทัสเซียมในปริมาณที่มากกว่าโซเดียม ดังนั้นเราจึงควรบริโภคผัก ผลไม้สด หรือน้ำคั้นผัก-ผลไม้เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณโพทัสเซียมให้กับร่างกาย   เนื่องจากถ้าร่างกายเราขาดโพทัสเซียม (เรามักไม่ค่อยปัญหาการขาดโซเดียม เนื่องพบมีอยู่ในอาหารที่เราบริโภคกันอยู่แล้ว) การทำงานของสมดุลโซเดียม-โพทัสเซียมปั๊มซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องจักรหลักจะเปลี่ยนไป ซึ่งนั่นหมายถึงผลกระทบต่อการทำงานในส่วนต่างๆของร่างกาย  ซึ่งถ้าภาวะดังกล่าวเป็นต่อเนื่องระยะยาวจะทำให้เกิดความผิดปกติต่างๆได้

                นอกจากสัดส่วนระหว่างโซเดียมและโพทัสเซียมที่ต้องคำนึงถึงแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเกลือที่รับประทาน  ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรากินอาหารที่มีโซเดียม 5 กรัมทุกวัน แต่แล้ววันหนึ่งเราเปลี่ยนมารับประทานอาหารที่มีโซเดียมต่ำ จะพบว่าความดันโลหิตจะลดลงอย่างรวดเร็ว  ลักษณะเดียวกับผู้ที่รับประทานอาหารที่มีโซเดียมต่ำเป็นประจำ แต่เมื่อเปลี่ยนมารับประทานอาหารที่มีโซเดียมหรือเกลือในปริมาณสูงก็จะพบว่าความดันโลหิตเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างรวดเร็ว ซึ่งภาวะดังกล่าวยังส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอาจมีอาการมึนศีรษะ ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้เป็นปฏิกิริยาของร่างกายต่อการบริโภคเกลือที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว

                วัฏจักรโซเดียม-โพทัสเซียมปั๊มเป็นกลไกสำคัญที่ควบคุมสมดุลทั้งของเหลวและอิเล็คโทรไลต์  ซึ่งไตจะเป็นด่านกรองเพื่อกักเก็บและและกำจัดแร่ธาตุทั้งสอง  เมื่อร่างกายขาดธาตุใดธาตุหนึ่งก็จะมีกลไกการหลั่งฮอร์โมนเพื่อลดการขับของเหลวและอิเล็คโทรไลต์ออกจากร่างกาย  เพื่อที่จะสงวนแร่ธาตุไว้ในร่างกายให้ได้มากที่สุด

สรุป

Ø    ควรคำนึงถึงสัดส่วนระหว่างโพทัสเซียมต่อโซเดียม(เกลือ)ในอาหาร มากกว่าที่ที่จะกังวลถึงปริมาณเกลือ(โซเดียม)ในอาหาร  ซึ่งสัดส่วนของโพทัสเซียมต่อโซเดียมในอาหารโดยประมาณคือ 2 :1

Ø    เนื่องจากร่างกายของเรายังต้องการใช้เกลือ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องได้รับเกลือ แต่ทั้งนี้เราสามารถลดจำนวนเกลือได้โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมปริมาณสูงเช่นอาหารสำเร็จรูป และลดปริมาณเกลือที่เติมในอาหารเพื่อการปรุงรสเช่น น้ำปลา ซอส

Ø    เน้นการบริโภคอาหารที่มีโพทัสเซียม (ผัก-ผลไม้สด) ในแต่ละมื้อให้มากขึ้น     

                                           

 เรียบเรียง โดย บริษัท กู๊ดเฮลท์ ประเทศไทย จำกัด   ( 3 / 10 / 2549 )

                                           

                                                         

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

HomeContact UsOur Map : แผนที่บริษัทเสียงตอบรับจากผู้ใช้วิธีปลูกต้นกล้าข้าวสาลีตัวแทนจำหน่าย